วันจันทร์ที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2566

ปี่จุม

  ปี่จุมเป็นเครื่องดนตรีพื้นบ้านล้านนา ไม่ทราบประวัติความเป็นมาที่ชัดเจน เลาปี่ทำจากลำไม้รวก ปลายด้านหนึ่งบริเวณรูเป่าเจาะทะลุเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าสำหรับสอดลิ้นที่ทำจากทองเหลือง เงิน หรือโลหะชนิดอื่น เพื่อทำให้เกิดการสั่นสะเทือนเป็นเสียงไพเราะเมื่อผู้บรรเลงเป่าหรือดูดลมผ่านลิ้นโลหะนั้นๆ
         ด้านหนึ่งของเลาปี่เจาะด้วยเหล็กเผาไฟเรียงลำดับลงมา 7 รู ตามระยะห่างของแต่ละเสียง โดยเจาะให้ชอนทะลุย้อนขึ้นไปทางหัวปี่ที่ใส่ลิ้น ดังนั้นปี่จุมแต่ละเลาจึงมีขนาดยาว-สั้น และเล็ก-ใหญ่แตกต่างกันไปตามเสียงที่ต้องการ เหตุที่เรียกว่า ปี่จุม เพราะใช้บรรเลงเป็น จุม (ชุด) คือ ประกอบด้วยปี่ตั้งแต่สามเลาขึ้นไป สามารถแบ่งตามขนาดได้ 5 ชนิด คือ
         1. ปี่แม่ เป็นปี่ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในชุดเดียวกัน ยาวประมาณ 70-75 ซม. มีเสียงทุ้มต่ำ เวลาบรรเลงในวงเสียงจะยืนเสียงพื้น และทำหน้าที่ประสานเสียง มีการไล่เสียงคล้ายปี่ก้อย ในปัจจุบันมีการนำเอา ซึง มาเล่นแทนเพื่อความกระชับและเพื่อการกำหนดจังหวะที่แน่นอน
         2. ปี่กลาง เป็นปี่ที่มีขนาดปานกลาง ยาวประมาณ 60-65 ซม. มีระดับเสียงค่อนข้างทุ้ม ทำหน้าที่ประสานเสียงกับปี่ก้อย
         3. ปี่ก้อย มีขนาดเล็กลดหลั่นลงมาจากปี่แม่และปี่กลาง ยาวประมาณ 40-45 ซม. มีระดับเสียงไม่ทุ้ม และไม่แหลมเกินไป ทำหน้าที่ในการขึ้นหรือลงเพลง ปี่ทุกเลาต้องฟังปี่ก้อยเป็นหลัก แม้แต่ช่างซอก็ยึดเอาเสียงปี่ก้อยเป็นหลัก
         4. ปี่เล็ก จัดได้ว่าเป็นปี่ขนาดเล็ก ยาวประมาณ 30-35 ซม. มีเสียงเล็กแหลม มีการไล่เสียงคล้ายปี่กลาง ทำหน้าประสานเสียงกับปี่ก้อย
         5. ปี่ตัด หรือปี่ก้อยน้อย จัดได้ว่าเป็นขนาดเล็กที่สุดในวงปี่จุม มีเสียงเล็กแหลม การไล่เสียงคล้ายปี่ก้อย ในปัจจุบันไม่นิยมเป่าเพราะจะทับทางกับปี่ก้อย ต้องอาศัยผู้เล่นที่มีทักษะในการจำแนกทาง
         สำหรับการเล่นรวมวง นิยมใช้ปี่เป็นชุดเรียกว่า วงปี่จุม นั้นหมายถึงการใช้ปี่ขนาดต่างๆ กันเป่าบรรเลงรวมกันตามจำนวนและขนาดที่กำหนด วงปี่จุมทั่วไปมี 3 แบบ คือ
         ปี่จุมสาม ประกอบด้วย ปี่แม่ ปี่กลาง และปี่ก้อย
         ปี่จุมสี่ี่ ประกอบด้วย ปี่แม่ ปี่กลาง ปี่ก้อย และปี่เล็ก
         ปี่จุมห้า ประกอบด้วย ปี่แม่ ปี่กลาง ปี่ก้อย ปี่เล็ก และปี่ตัด


เครื่องดีด จ้องหน่อง

 เครื่องดีด

จ้องหน่อง

         เครื่องดนตรีประเภทเครื่องดีด ทำจากไม้ไผ่ เวลาดีดต้องสอดคาบไว้ในปาก โดยมีกระพุ้งแก้มทำหน้าที่เป็นกล่องเสียง ภาคกลางเรียกว่า จ้องหน่อง บางท้องถิ่นอาจจะเรียก หุน หึน หืน หรือ โกย ในแถบอีสานใต้ เรียกว่า อังกุยจ์

         จ้องหน่องนั้นทำจากชิ้นไม้ไผ่ขนาดเล็ก ยาวประมาณ 12-15 ซม. กว้างประมาณ 1-2 ซม. นำมาเซาะร่องตรงกลางเป็นลักษณะของลิ้นไม้ ปลายด้านหนึ่งใช้เป็นที่จับ ส่วนอีกด้านใช้นิ้วดีดเพื่อให้เกิดการสั่นสะเทือน เสียงที่เกิดขึ้นนั้นจะแตกต่างก็ต่อเมื่อผู้บรรเลงใช้การเปิดปิดกระพุ้งแก้มให้กว้างหรือแคบ

จ้องหน่อง หืน หรือ หุนเป็นเครื่องดนตรีประเภทดีดชนิดหนึ่ง ทำด้วยไม้ไผ่หรือโลหะบาง เซาะร่องตรงกลางเป็นลิ้นในตัว เวลาเล่น (ดีด) ประกบจ้องหน่องเข้ากับปาก ดีดที่ปลายข้างหนึ่งของจ้องหน่องด้วยนิ้วหัวแม่มือหรือนิ้วชี้ หรือชักด้วยด้ายเชือกที่ผูกโยงกับปลายจ้องหน่อง อาศัยกระพุ้งปากเป็นกล่องเสียง (ขยายเสียงในลักษณะเดียวกับกะโหลกซอหรือลำตัวของกีตาร์โปร่ง‎) การสร้างโทนเสียงทำให้เกิดเสียงสูงต่ำตามขนาดของกระพุ้งปากที่ทำ สามารถดีดเป็นเสียงแท้คล้ายเสียงคนออกเสียงสระ

นิยมเล่นกันในชาติพันธุ์ต่าง ๆ ในกลุ่มไทยลาว เช่น ผู้ไทซึ่งเรียกชื่อว่า "โกย" และมูเซอเรียกว่า "เปี๊ยะ"เครื่องดนตรีชนิดนี้ยังพบในต่างประเทศด้วย ได้แก่ แถบมองโกเลีย ปาปัวนิวกินี เกาะลมบก บาหลี แอฟริกา และยุโรป


ปี่แน

 แน เป็นปี่พื้นเมืองพายัพประเภทใช้ลิ้นในการกำเนิดเสียง มีลักษณะคล้ายปี่ชวา หรือปี่มอญ ประกอบด้วย 3 ส่วนสำคัญที่สามารถแยกออกจากกันได้ คือ เลาปี่ ลิ้นปี่ และส่วนปลายเปิดที่เรียกว่า ลำโพง
         เลาปี่ ทำด้วยไม้เนื้อแข็ง กลึงกลมเรียว บริเวณเลาปี่ด้านที่ใกล้ปากเป่า กลึงเป็นลูกแก้วควั่นเพื่อความสวยงาม ที่ตัวเลาปี่เจาะรูสำหรับนิ้วเปิด-ปิดให้เกิดสียงต่างๆ ในขณะเป่า 7 รู ลำโพงปี่ ทำด้วยทองเหลืองหรือโลหะผสมหลอม ตีให้ปลายบานออกคล้ายดอกลำโพงเพื่อช่วยการกระจายเสียงให้ดังกังวานขึ้น
         ลิ้นปี่ ของปี่แนนั้นเป็นลิ้นคู่ ทำจากใบตาลซ้อนกัน 4 ชั้น ตัดผูกติดกับท่อโลหะกลึงกลม เรียกว่า กำพวด ทำด้วยโลหะชนิดต่างๆ เช่น ทองเหลือง, เงิน, นาค เป็นต้น ซึ่งจะมีความยาวแตกต่างกันไปตามชนิดและขนาดของปี่แน ถ้าขนาดใหญ่ คือ แนหลวง ขนาดเล็ก คือ แนน้อย
         นอกจากนี้ ปี่แนส่วนใหญ่จะมีแผ่นกระบังลม ซึ่งไม้ แผ่นโลหะ หรือพลาสติก สอดติดไว้กับกำพวดปี่สำหรับกันริมฝีปากผู้เป่าเช่นเดียวกับที่ปี่มอญหรือปี่ชวาใช้
         แนหลวง เป็นปี่ขนาดใหญ่คล้ายปี่มอญ มีเสียงดังกังวาน เลาปี่ยาวประมาณ 48-50 ซ.ม. ช่องปากลำโพงกว้างประมาณ 12-13 ซ.ม. รวมทั้งใบบานที่กางออกไปเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 21-22 ซ.ม. กำพวดยาวประมาณ 10 ซ.ม. ลีลาการบรรเลงไม่ค่อยมีลูกเล่นมากนัก เป่าดำเนินทำนองยาวๆ ลีลาเรียบง่ายเป็นส่วนมาก
         แนน้อย เป็นปี่ขนาดเล็ก เสียงค่อนข้างเล็กแหลม เลาปี่ยาวประมาณ 33-35 ซ.ม. ช่องปากลำโพงกว้างประมาณ 6-7 ซ.ม. ส่วนลำโพงที่บานออกไปเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 12-13 ซ.ม. กำพวดยาวประมาณ 8 ซ.ม. ลีลาดำเนินทำนองค่อนข้างผาดโผน คอยบรรเลงสอดสลับกับแนหลวง
         ตามปกติเลาปี่กับลำโพงที่สอดสวมเข้าไปด้วยกันนั้นหลวมหลุดออกจากกันได้ง่าย จึงต้องมีเชือกเส้นหนึ่งผูกลำโพงท่อนบนโยงมาผูกไว้กับตัวเลาปี่ตอนบนเหนือลูกแก้ว มักเป่าพร้อมกันทั้ง 2 เลา นิยมใช้ร่วมขบวนแห่ วงกลองตึ่งโนง, วงกลองหลวง เป็นต้น

ปี่มอญ

  ปี่มอญเป็นเครื่องเป่าประเภทใช้ลิ้นปี่เป็นตัวสร้างความสั่นสะเทือนให้เกิดเสียงปี่มอญมีรูปร่างคล้ายปี่ชวา แต่ยาวและใหญ่กว่า อีกวัสดุที่ใช้ทำลำโพงต่างกัน ทำให้มีเสียงทุ้มต่ำนุ่มนวลเป็นเอกลักษณ์ มีบทบาทำคัญอยู่ในวงปี่พาทย์มอญ

         ปี่มอญมีส่วนประกอบที่สำคัญคือ

         1.เลาปี่ กลึงจากไม้เนื้อแข็งกลมมีความยาวประมาณ 50 ซม. โดยตอนบนใกล้ปากผู้บรรเลงจะคอดเล็ก และผายออกเล็กน้อยในตอนปลาย ด้านบนของเลาปี่เจาะรูนิ้ว 7 รู เช่นเดียวกับขลุ่ยเพียงออ และปี่ชวา ด้านหลังเจาะรูนิ้วค้ำ 1 รู ตรงตำแหน่งของนิ้วโป้ง

         2.ลำโพงปี่ ทำจากโลหะ ชนิดต่างๆ เช่น เงิน ทองเหลือง นำมาตีออกเป็นแผ่นบางแล้วม้วนติดเข้ากันเป็นลักษณะของดอกลำโพง ปากลำโพงกว้างประมาณ 10 ซม. ส่วนที่บานออกกว้างประมาณ 5 ซม.

         3.ลิ้นปี่ ทำจากใบตาลแห้ง ตัดบางซ้อนกัน 4 ชิ้น แล้วผูกติดกับแท่งโลหะเล็กๆ (เรียกว่าการผูกแบบตะกรุดเบ็ด) ซึ่งทำจาก นาค ทองเหลือง หรือเงิน เรียกว่า กำพวด แล้วจึงนำปลายด้านหนึ่งของกำพวดเสียบเข้ากับรูบริเวณทวนบนของเลาปี่ปี่มอญนั้นมีขนาดใหญ่กว่าปี่ทั่วไป กำพวดจึงยาวกว่า มีความยาวประมาณ 8 ซม.

ปี่ชวา

   ปี่ชวาเป็นเครื่องเป่าที่กำเนิดเสียงจากการสั่นสะเทือนของลิ้นปี่ สันนิษฐานว่าได้รับอิทธิพลและดัดแปลงมาจากปี่ไฉนของอินเดีย โดยเข้ามามีบทบาทเกี่ยวข้องกับพระราชพิธีสำคัญต่างๆแต่ครั้งอยุธยาตอนต้น เช่น กระบวนพยุหยาตรา การรำอาวุธ กระบี่กระบอง รำกริช หรือเข้าไปประสมในวงปี่พาทย์นางหงส์ วงปี่ชวากลองแขก (วงบัวลอย) ซึ่งใช้เฉพาะพิธีศพ เป็นต้น

         ปี่ชวานั้นมีส่วนประกอบที่สำคัญคือ

         1.เลาปี่ ทำจากไม้เนื้อแข็งหรือ งาช้าง ยาวประมาณ 27 ซม. เหลากลึงได้รูป เจาะรูเป่า 7 รู โดยเรียงตำแหน่งนิ้วคล้ายขลุ่ย (ต่างจาก ปี่ใน ปี่นอก ปี่กลาง)

         2.ลำโพงปี่ ทำจากไม้เนื้อแข็งหรืองาช้าง นิยมใช้เป็นวัสดุเดียวกันกับเลาปี่ สามารถถอดแยกออกจากเลาปี่ได้เป็นอิสระ ตอนปลายของลำโพงบางออกเล็กน้อยเพื่อกระจายเสียง

         3.ลิ้นปี่ ทำจากใบตาลแห้ง ตัดบางซ้อนกัน 4 ชิ้น แล้วผูกติดกับแท่งโลหะเล็กๆ (เรียกว่าการผูกแบบตะกรุดเบ็ด) ซึ่งทำจาก นาค ทองเหลือง หรือเงิน เรียกว่า กำพวด แล้วจึงนำปลายด้านหนึ่งของกำพวดเสียบเข้ากับรูบริเวณทวนบนของเลาปี่ ลิ้นปี่ของปี่ชวานั้นจะมีขนาดที่ยาวกว่าปี่ไฉนเล็กน้อย

ปี่ลูกแคน หรือ ปี่ผู้ไทย

 ปี่ลูกแคน หรือ ปี่ผู้ไทยเป็นเครื่องดนตรีประเภทเครื่องเป่าของชาวผู้ไทย ที่มีลักษณะของการประสมขลุ่ยกับแคนเข้าด้วยกัน โดยตัวปี่นั้นทำจาก “ไม้เฮี้ย” หรือ ไม้กู่แคน เช่นเดียวกับการทำแคน เนื่องจากปี่ชนิดนี้ทำจากไม้กู่แคน จึงมีผู้เรียกว่า “ปี่ลูกแคน” ก็มี
         การทำปี่ลูกแคนนั้น เริ่มจากการตัดไม้เฮี้ยออกเป็นท่อนให้มีความยาวเท่ากับ 1 ปล้อง โดยด้านบนตัดให้ขังข้อ ส่วนด้านล่างตัดข้อทิ้งให้ปลายเปิด
         ด้านบนของกู่แคนใกล้กับข้อ เจาะรูสี่เหลี่ยมผืนผ้าเป็นที่สำหรับสอดลิ้นปี่ ที่ทำจากผิวไม้ไผ่ หรือที่นิยมในปัจจุบันคือโลหะ เช่น ทองเหลือง ทองแดง หรือ เงิน แล้วจึงเจาะรูนิ้วไล่เรียงลำดับลงมา 5 รู โดยด้านบนสุดเจาะรูพิเศษหนึ่งรูแล้วจึงนำเยื่อไม้ไผ่มาปิดไว้ เรียกว่า “รูเยื่อ” ซึ่งมีหน้าที่ตกแต่งเสียงให้เกิดความพลิ้วไหวไพเราะ
          ปี่ลูกแคนนั้นนิยมบรรเลงร่วมกับเครื่องดนตรีชนิดอื่น เช่น พิณ แคน ซอ ทั้งยังสามารถเป่าเข้าวงประกอบการรำผู้ไทยและฟ้อนผู้ไทยได้อย่างไพเราะสนิทสนม                                                                                  

สะไน หรือ เสนงแกว

 สะไน หรือ เสนงแกว คือปี่เขาควาย เป็นเครื่องเป่าประเภทลิ้นเดียว ตัวกล่องเสียงทำด้วยเขาควายมีลิ้นโลหะ (เหมือนลิ้นแคน) หรือลิ้นไม้ไผ่บางๆ ติดอยู่ด้านหนึ่ง เวลาเป่าจะอมตรงลิ้นนี้ ด้านปากลำโพงเขาควายมีแผ่นไม้บางๆ ติดด้วยขี้สูดกั้นไว้ครึ่งหนึ่ง เวลาเป่าจะใช้มือปิดเปิดด้านนี้ บังคับเสียงสูงต่ำได้ด้วย สะไน ใช้ในการให้สัญญาณของชาวส่วยและพวกคล้องช้าง หาปลามาช้านาน ไม่ปรากฏใช้ในวงดนตรี ชาวส่วยไม่นิยมเล่นดนตรี
         การเทียบเสียง ทำเสียงต่างระดับกันได้เล็กน้อย ๒ - ๓ เสียง ไม่มีขนาดแน่นอน แล้วแต่ขนาดของเขาควาย สะไนเป็นเครืองดนตรีของ อีสานทางใต้ มักใช้ประสมกับ วงกันตรึม วงจ็วลมาโม็ด และประกอบการเล่นพื้นบ้านทุกประเภท

เทคนิคและวิธีการเล่นของเครื่องดนตรีไทย

 เทคนิคและวิธีการเล่นของเครื่องดนตรีไทย

                 เครื่องดนตรีไทยคืออะไร และมีกี่ประเภท
เครื่องดนตรีไทย คือ สื่งที่สร้างขึ้นสำหรับทำเสียงให้เป็นทำนองหรือจังหวะ วิธีที่ทำให้ มีเสียงดังขึ้นนั้นมีอยู่ 4 วิธี คือ
-ใช้มือหรือสิ่งใดสิ่งหนึ่งดีดที่ลาย แล้วเกิดเสียงดังขึ้น สิ่งที่มีลายสำหรับดีด เรียกว่า
เครื่องดีด
-ใช้เส้นหางม้าหลาย ๆ เส้นรวมกันสีไปมาที่ลาย แล้วเกิดเสียงดังขึ้น สิงที่มีสายแล้วใช้ เส้นหางม้าสีให้เกิดเสียง เรียกว่า เครื่องสี
-ใช้มือหรือไม้ตีที่สิ่งนั้นแล้วเกิดเสียงดังขึ้น สิ่งที่ใช้ไม้หรือมีอตี เรียกว่า เครื่องตี
-ใช้ปากเป่าลมเช้าไปในสิ่งนั้นแล้วเกิดเสียงดังขึ้น สิ่งที่เป่าลมเช้าไปแล้วเกิดเสียง เรียกว่า เครื่องเป่า
เครื่องดนตรีไทยจึงลามารถแบ่งไต้เป็น 4 ประเภท คือ ดีด สีตี เป่า
เครื่องดนตรีไทยทั้ง 4 ประ๓ท ประกอบด้วยอะไร และมีวิธีการเล่นอย่างไร
1.เครื่องดนตรีไทยประ๓ท เครื่องดีด
เครื่องดีด คือ เครื่องดนตรีไทยที่เล่นด้วยการใช้นิ้วมือ หรือไม้ดีด ดีดสายให้สั่นสะเทือน
จึงเกิดเสียงขึ้น เครื่องดนตรีไทยคือ กระจับ ปี พิณนิ้าเด้า พิณเปียะ จะเข้ ซึง
กระจับปี
เป็นเครื่องดนตรีประเภทดีด หรือพิณ 4 สายชนิดหนึ่ง ตัวกะโหลกเป็นรูปกลมรีแบน ทั้งหน้าหลัง มีความหนาประมาณ 7 ซม. ด้านหน้ายาวประมาณ 44 ซม. กว้างประมาณ 40 ซม. ทำคันทวนเรียวยาวประมาณ 138 ซม. ตอนปลายคันทวนมีลักษณะแบน และบาน ปลายผายโค้งออกไป ถ้าวัดรวมทั้งคันทวนและตัวกะโหลก จะมีความยาวประมาณ 180 ซม.
มีลูกบิดลำหรับขึ้นลาย 4 อัน มีนมรับริ้วนิ้ว 11 นมเท่ากับจะเข้ ตรงด้านหน้ากะโหลกมีแผ่นไม้ บาง ๆ ทำเป็นหย่องคํ้าลายให้ตุงขึ้น เวลาบรรเลงใช้นิ้วหัวแม่มือกับนิ้วขึ้จับไม้ดี เขี่ยลายให้ เกิดเสียง
         
เดรื่องดนตรีไทยสามารแบ่งออกเป็น2แบบด้วยกันดังนี้
แบบที่1 แบ่งตามชนิดของเรื่องดนตรีไทย
-ดีด
-สี
-ตี
-เป่า
แบบที่2 แบ่งตามภูมิภาค
-ภาคเหนือ
-ภาคตะวันออกเฉียงเหนือหรือภาคอีสาน
-ภาคกลาง
-ภาคใต้
ในที่นี้จะใช้แบ่ง2แบบแต่จะใช้แบ่งแบบแรกก่อนแล้วค่อยใช้แบบที่2ทีหลังนั่นเอง

                                                            

เปิงมางคอก

เปิงมางคอก คือเครื่องดนตรีประเภทเครื่องตีประกอบจังหวะ ขึ้นหน้าด้วยหนัง ซึ่งมีบทบาทหน้าที่สำคัญอยู่ในวงปี่พาทย์มอญ ทำหน้าที่ตีขัดจังหวะ หยอกล้อกับตะโพนมอญเพื่อเพิ่มรสชาติสนุกสนานไพเราะ
         เปิงมางคอก คือการนำ กลองเปิงมาง 7 ใบ ที่มีขนาดของหุ่นกลองลดหลั่นกันไป แล้วเทียบเสียงสูงต่ำไล่เป็นระดับด้วยการสาวกลองให้ตึงขึ้น รวมถึงการติดข้าวตะโพนเพื่อถ่วงเสียงให้ต่ำลง แล้วจึงนำลูกเปิงมางที่ปรับแต่งเสียงแล้วมาร้อยไว้กับแผงไม้รูปครึ่งวงกลม เรียกว่า คอกเปิง (สูงประมาณ 60 ซม.) โดยไล่มาจากทางซ้ายมือซึ่งเป็นเสียงต่ำสุด จนกระทั่งทางขวามือที่เป็นเสียงที่สูงที่สุด โดยผู้บรรเลงจะนั่นอยู่ภายในคอกครึ่งวงกลมนั้น ใช้มือทั้งสองข้างตี หรือบางครั้งก็ใช้ ข้อศอก ศีรษะ เพื่อความโลดโผนสนุกสนาน        
เปิงมาง หรือ เปิงมางคอก เป็นเครื่องดนตรีชนิดหนึ่ง แต่เดิมเป็นเครื่องดนตรีของชาวมอญ ใช้ตีหยอกล้อกับตะโพนมอญ มีลักษณะเป็นกลองขนาดต่างกัน 7 ลูกผูกเป็นราวในชุดเดียวกัน เรียงจากใหญ่ไปหาเล็ก ตัวกลองขึงด้วยหนังสองหน้า ขึ้นหน้าด้วยหนังเรียดโยงสายเร่งหนังหน้ากลองเป็นแนวยาวตลอด เวลาบรรเลงต้องติดข้าวสุกบดผสมขี้เถ้า คอกเปิงมางทำเป็นรั้ว 3 ชิ้นติดต่อกัน มีตะขอแขวนลูกเปิงเป็นระยะ คอกเป็นรูปเกือบครึ่งวงกลม เปิงมางคอกใช้บรรเลงในวงปี่พาทย์มอญ บรรเลงเพลงล้อเลียนขัดจังหวะด้วยเพลงตะพดมนต์เพิ่มอารมณ์สนุกสนานให้กับเสียงเพลง

การสร้าง
เปิงมางคอกเป็นชุดกลองจำนวน 7 ชิ้น คัดเกรดขนาด ซึ่งปรับให้เข้ากับระดับเสียงและโทนสีที่ต้องการโดยยืดหน้าหนังและใช้ส่วนผสมของข้าวสุกและขี้เถ้าที่นวดแล้วนวดตรงกลางหน้าเดียว กลองจะมัดติดกันและห้อยตามลำดับความสูงต่ำของเสียงบนโครงไม้ครึ่งวงกลมที่เรียกว่าโคกเปิง (สูงประมาณ 60 เซนติเมตร) กลองที่มีเสียงต่ำที่สุดจะแขวนไว้ที่ด้านซ้ายสุด และกลองที่มีเสียงสูงสุดจะแขวนไว้ทางด้านขวาสุด

จี

  จีเป็นเครื่องดนตรีประเภทเครื่องประกอบจังหวะของพวกไทยใหญ่ ซึ่งสันนิษฐานว่าเกิดขึ้นได้ไม่นาน เป็นการผสมผสานระหว่างเกราะและฉาบ (กลาง) ลักษณะโดยทั่วไปเป็นเกราะซึ่งมีฐานรองรับสามารถวางตีกับพื้นได้ ปลายด้านหนึ่งของเกราะจะมีฉาบติดอยู่ในลักษณะหงายขึ้น การเล่นจะใช้ไม้สำหรับตี โดยผู้เล่นเพียงคนเดียว หรือมือหนึ่งอาจถือไม้สำหรับตีเกราะ และอีกมือหนึ่งถือฉาบสำหรับตีประกบกับอีกข้างหนึ่งก็ได้ นิยมใช้เล่นโดยทั่วไปเพื่อประกอบการบรรเลงหรือการขับร้องในงานหรือพิธีกรรมต่างๆ

อังกะลุง

  อังกะลุงเป็นเครื่องดนตรีที่เกิดเสียงโดยการกระทบกันของกระบอกไม้ไผ่ที่ถูกแขวนไว้กับรางไม้เล็กๆ เมื่อผู้บรรเลงเขย่า กระบอกไม้ไผ่ก็จะเกิดการไกว กระแทกเป็นเสียงที่ไพเราะ
         เดิมทีอังกะลุงเป็นเครื่องดนตรีพื้นเมืองของชวา (อินโดนีเซีย) ราวปี พ.ศ.2451 หลวงประดิษฐไพเราะ (ศร ศิลปบรรเลง) ได้นำเข้ามาปรับปรุงรูปร่าง และวิธีการบรรเลงขึ้นเป็นเอกลักษณ์แตกต่างจากของชวา อีกทั้งยังประพันธ์เพลงขึ้นมาใหม่เพื่อให้บรรเลงโอยอังกะลุงโดยเฉพาะ เช่น โหมโรงปฐมดุสิต บูเซ็นซอร์ค สมารัง กะหรัดรายา เป็นต้น

โทน

 โทน เป็นชื่อของเครื่องหนัง ที่ขึงหนังหน้าเดียว มีสายโยงเร่งเสียงจากขอบหนังถึงคอ มีหางยื่นออกไปและบานปลาย มีชื่อเรียกคู่กันว่า โทนทับ โดยลักษณะรูปร่างนั้น โทนมีชื่อเรียกกันได้ตามรูปร่างที่ปรากฏ 2 ชนิดคือ โทนชาตรี และ โทนมโหรี
โทนชาตรีนั้น ตัวโทนทำด้วยไม้ขนุน ไม้สัก หรือ ไม้กะท้อนมีขนาดปากกว้าง 17 ซม ยาวประมาณ 34 ซม มีสายโยงเร่งเสียงใช้หนังเรียด ตีด้วยมือข้างหนึ่ง ส่วนอีกมือหนึ่งคอยปิดเปิด ปลายหางที่เป็นปากลำโพง ช่วยให้เกิดเสียงต่างๆ ใช้สำหรับ บรรเลงประกอบการแสดงละครชาตรี และหนังตะลุง และตีประกอบจังหวะในวงปี่พาทย์ หรือวงเครื่องสาย หรือวงมโหรีที่เล่นเพลงภาษาเขมร หรือ ตะลุง
ส่วนโทนมโหรีนั้น ตัวโทนทำด้วยดินเผา ด้านที่ขึงหนังโตกว่า โทนชาตรี ขนาดหน้ากว้างประะมาณ 22 ซม ยาวประมาณ 38 ซม สายโยงเร่งเสียงใช้หวายผ่าเหลาเป็นเส้นเล็กหรือใช้ไหมฟั่นเป็นเกลียว ขึ้นหนังด้วยหนังลูกวัว หนังแพะ หนังงูเหลือม หรือหนังงูงวงช้าง ใช้สำหรับบรรเลงคู่กับรำมะนา โดยตีขัดสอดสลับกัน ตามจังหวะหน้าทับ

กลองโมงครุ่ม

 กลองโมงครุ่ม      เป็นกลองชนิดหนึ่งมีรูปร่างลักษณะอย่างกลองทัด  แต่ใหญ่กว่ากลองทัด(สามารถดูลักษณะของกลองทัดได้ในBlog ครับ ) หน้ากลองกว้างประมาณ  ๕๕  ซม.  ขึ้นหนัง  ๒  หน้า  ตรึงด้วยหมุดหนังที่ขึ้นหน้าเขียนลายสีงดงาม  และไม่ต้องติดข้าวตะโพนถ่วงเสียงที่หน้ากลอง  ตีหน้าเดียวใช้ไม้ตี  ใช้ตีในการละเล่นสมัยโบราณที่เรียกว่า  “โมงครุ่ม”  หรือ  “โหม่งครุ่ม” ซึ่งมักตีฆ้องโหม่งประกอบด้วย
                กลองโมงครุ่มและการแสดงการละเล่นโมงครุ่มจะหาชมได้น้อยมาก  เพราะเป็นการละเล่นในสมัยโบราณ  ปัจจุบันได้มีการอนุรักษ์โดยกรมศิลปากร เป็นผู้รักษาวัฒนธรรมการละเล่นโมงครุ่มไว้ให้อยู่คู่เมืองไทยตลอดไป

สว่าเ

   สว่าเป็นเครื่องตีประกอบจังหวะที่ทำด้วยโลหะตีแผ่กว้างออกไปเป็นทรงแบนเช่นเดียวกับฉาบในภาคกลาง ลักษณะตอนกลางตีให้โค้งขึ้นมาเป็นหุ่มนูนกลม ทำเป็นกระพุ้งขนาดวางลงในอุ้งมือ 5 นิ้ว ขอบนอกแบราบออกไปโดยรอบ และเจาะรูตรงกลางกระพุ้งไว้ร้อยเชือกหรือหนังสำหรับถือ ปัจจุบันมีใช้อยู่หลายขนาดทั้งฉาบเล็ก และฉาบใหญ่ หรือเป็นขนาดตามที่ผู้สั่งทำต้องการ

         สว่า ซึ่งมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 30-35 ซม. ซึ่งมีผสมวงอยู่ในวงพื้นเมืองล้านนาทุกประเภทโดยเฉพาะอย่างยิ่ง วงกลองประเภทต่างๆ ตีกระทบกันให้เกิดเสียงตามจังหวะที่ต้องการ ส่วนฉาบเล็ก เรียกว่า แส่ มีลักษณะเหมือนฉาบเล็กของทางภาคกลาง มีหน้าที่ตีขัดจังหวะหลอกล่อกับเครื่องคุมจังหวะอื่นๆ มักพบในขบวนแห่โดยทั่วๆ ไป 

หมากขอลอ หรือ เกราะ

    หมากขอลอ หรือ เกราะ เป็นเครื่องดนตรีประเภทเครื่องประกอบจังหวะในวงดนตรีพื้นเมืองของอีสาน แต่เดิมนั้นใช้เป็นเครื่องตีที่บอกสัญญาณ มักทำจากไม้เนื้อแข็ง หรือไม้ไผ่ นำมาเจาะรูร้อยเชือกสำหรับแขวน โดยบากส่วนปล้องไม้ไผ่ให้เป็นรูในแนวยาว เพื่อให้เกิดเสียงที่ดังกังวาน
         ในการบรรเลงนั้น จะใช้ไม้แนชิ้นเล็กๆเคาะเพื่อให้เกิดจังหวะ หรือสัญญาณที่ต้องการ     
                                         

ขิมหลอด

  ขิมหลอดเป็นเครื่องดนตรีประเภทเครื่องตีที่ถูกคิดค้นและประดิษฐ์ขึ้นใหม่โดย อ.ชนก สาคริก โดยดัดแปลงมาจากขิมแผ่นหรือขิมโลหะที่มีแผ่นโลหะเป็นตำแหน่งของการตีแทนสายทองเหลืองของขิมสายโดยทั่วไป
         ตัวขิมมีลักษณะเป็นสี่เหลี่ยมผืนผ้าเหมือนขิมแผ่น แต่หน้าขิมใช้ไม้แผ่นบางตีปิดเป็นกล่องเสียงเช่นเดียวกับขิมสาย บริเวณหย่องขิมวางพาดชิ้นไม้ 3 แถว เจาะรูขนาดพอดีกับท่ออลูมิเนียมจำนวน 7 ท่อ ต่อหนึ่งแถว และวางแผ่นฟองย้ำบางๆรองรับท่อ
อลูมิเนียม เพื่อให้เกิดเสียงที่ดังกังวาน
         ขิมหลอดนั้นมีระดับเสียงที่แน่นอนไม่จำเป็นที่จะต้องเทียบเสียงอีก ทั้งยังสามารถถอดเปลี่ยนเพื่อให้ได้ระบบเสียงที่หลากหลาย สามารถบรรเลงร่วมกับวงดนตรีสากลได้อย่างสนิทสนม 

กลองเพลของภาคอีสาน

    กลองเพลของภาคอีสาน มีชื่อเรียกที่ต่างกันออกไป เช่น กลองตึ หรือ กลองตุ้ม ซึ่งเป็นการเรียกเลียนเสียงที่เกิดขึ้นจากการตีกลอง กลองเพลเป็นกลองขึ้นหนังสองหน้าขนาดใหญ่รูปร่างคล้ายกลองทัดในภาคกลาง หุ่นกลองทำจากไม้ต่างๆชนิดที่หาได้ในท้องถิ่น เจาะคว้านเป็นรูกลวง ใช้บรรเลงในขบวนแห่ โดยการใช้ไม้คานสอดหาม บ้างก็ใช้เพื่อตีบอกสัญญาณในชุมชน เพราะมีเสียงที่ดังกังวานได้ยินไปไกล

กลองแอว

   กลองแอว เป็นกลองพื้นบ้านมีในภาคเหนือ มีลักษณะคล้ายกับกลองยาว แต่ใหญ่และยาวกว่ามาก ตัวกลองทำด้วยไม้เนื้อแข็ง เป็นกลองขึงด้วยหนังหน้าเดียว มีหนังเส้นใหญ่ดึงหน้ากลองไว้โดยรอบยาวตลอดไหล่กลอง เอวคอด ตอนท้ายเรียวและบานปลายคล้ายรูปกรวย ช่วงท้ายของกลองกลึงควั่นเป็นปล้องๆ มีหลายขนาด โดยมีหน้ากลองกว้างประมาณ 35-40 ซม. ความยาวของไหล่กลองประมาณ 75-80 ซม. และความยาวช่วงท้ายประมาณ 95-100 ซม.
         กลองแอว เป็นชื่อเรียกที่มีความหมายถึง ลักษณะรูปร่างของหุ่นกลองที่คล้ายกับ "สะเอว"นอกจากนั้นยังอื่นมีชื่อเรียกขานแตกต่างกันไปในแต่ละท้องถิ่น บ้างก็เรียกตามรูปร่างลักษณะที่เห็น หรือเรียกตามเสียงที่ได้ยิน บ้างก็เรียกตามตำนานที่เล่าขานสืบต่อกันมา เช่น กลองเปิ้งมง, กลองต๊กเส้ง และกลองอืด เป็นต้น
         ก่อนการตีจะต้องถ่วงหน้ากลองด้วยวัสดุเหนียวๆ ที่เรียกว่า จ่ากลอง ทำมาจากข้าวเหนียวนึ่งบดผสมกับขี้เถ้า แล้วแต่สูตรของแต่ละคน หรือใช้กล้วยตากอบน้ำผึ้งบด ติดไว้บริเวณหน้ากลองเพื่อเพิ่มความดังกังวาน
         กลองแอวสามารถแบ่งได้เป็น 3 ประเภท ตามขนาดและเสียง คือ กลองแอวเสียงใหญ่ เสียงกลาง และเสียงเล็ก ซึ่งแต่ละประเภทจะมีขนาดของตัวกลองที่แตกต่างกันไปตามลำดับ
         โดยปกติกลองแอวที่ใช้ในภาคเหนือ จะบรรเลงร่วมกับเครื่องดนตรีชนิดอื่นๆ คือ ตะโล้ดโป๊ด สว่า (ฉาบใหญ่) ฆ้องอุ้ย ฆ้องโหย้ง โดยตีเป็นเครื่องประกอบจังหวะบรรเลงร่วมกันไปตลอดรวมเรียกว่า วงกลองตึ่งโนง และในบางโอกาสมักนิยมใช้เครื่องเป่าที่มีเสียงดังประกอบด้วย คือ แน ซึ่งมี 2 เลา ได้แก่ แนน้อย และแนหลวง หรืออาจจะมีการเพิ่มจำนวนเครื่องประกอบจังหวะไปตามความนิยมของท้องถิ่นนั้นๆ
         แต่เดิมกลองแอวเป็นกลองที่อยู่ประจำตามวัดเกือบทุกอารามในจังหวัดทางภาคเหนือ ใช้ตีเป็นสัญญาณประจำวัด เช่น ตีเป็นกลองเพล ตีเป็นสัญญาณชุมนุมสงฆ์ในพิธีสังฆกรรม หรือรวมกระทำกิจวัตรอื่นๆ และใช้ร่วมในงานบุญต่างๆ เช่น แห่นำขบวนครัวตาน หรือเมื่อมีงานฉลองศาสนสถานของวัดที่เรียกว่า ปอยหลวง งานบวชเณรที่เรียกว่า ปอยลูกแก้ว ซึ่งถือเป็นงานที่สำคัญมาก
         นอกจากนี้ยังมีการนำมาประกวดแข่งขันประชันเสียงกัน ซึ่งจะจัดในระหว่างเดือน 3 เดือน 4 ซึ่งตรงกับเดือนอ้ายเดือนยี่ในภาคกลาง หรือใช้แห่ประกอบการฟ้อน เช่น ฟ้อนเล็บ ฟ้อนเทียน ในปัจจุบันนิยมนำมาแห่ในขบวนสำคัญต่างๆ โดยทั่วไป รวมถึงการแสดงบนเวทีให้นักท่องเที่ยวต่างถิ่นได้ชมอีกด้วย                             
                          

ขิม

 ขิมเป็นเครื่องดนตรีที่เกิดสียงจากการใช้ไม้ตีลงไปบนสาย ซึ่งทอดอยู่ตอนบนของกล่องเสียง ขิมเป็นเครื่องดนตรีที่แพร่หลายอยู่ในหลายประเทศ ตั้งแต่ยุโรปถึงตะวันออก จีน เกาหลี และเข้าใจว่าเข้ามาสู่ประเทศไทยโดยเส้นทางแพรไหม แล้วติดตัวชาวจีนโพ้นทะเลที่ย้ายเข้ามาทำมาหากินในประเทศไทย นับตั้งแต่ปลายสมัยอยุธยาเป็นต้นมา และได้รับความนิยมแพร่หลาย เกิดการพัฒนารูปแบบ การตั้งเสียง และวิธีการบรรเลงตลอดมาจนมีความแตกต่างจากขิมของจีนอย่างสิ้นเชิง
         ตัวขิมนั้นเป็นกล่องเสียง ซึ่งเกิดขึ้นจากชิ้นไม้หลายชิ้นประกอบเข้าด้วยกัน แล้วปิดหน้าด้วยแผ่นไม้บางเรียกว่า “หน้าขิม” แล้ว เจาะช่องให้เสียงลอดจำนวน 2 ช่อง
         บนหน้าขิมจะมีชิ้นไม้แท่งยาวเรียกว่า “หลักขิม” 2 หลักวางรองสายที่พาดขึงตามแนวนอน โดยที่ในแต่ละหลักจะมีจุดพาดสายซึ่งเรียกว่า “หย่อง” ซึ่งทำจากกระดูกสัตว์ (ภายหลังพัฒนาเป็นพลาสติก,สแตนเลส) จำนวน 7 หย่อง แต่ละหย่องจะรองรัยสายที่พาดผ่านจำนวน 3 สาย ซึ่งเทียบเสียงตรงกัน โดยการบิด ปรับแต่ง หมุดขิม ที่ยึดสายวางเรียงเป็นแถวทางด้านขวามือ
          ไม้ตีขิมทำจากไม้ไผ่สีสุกเหลาบาง แต่บริเวณหัวไม้เหลาให้เป็นปื้นหนา นิยมติดแผ่นหนังบางๆติดสันของหัวไม้ไว้เพื่อให้เกิดเสียงที่ไพเราะนุ่มนวลยิ่งขึ้น

ขิม9หย่อง

  ขิมเก้าหย่อง เป็นเครื่องดนตรีประเภทเครื่องตี ที่ประดิษฐ์ขึ้นใหม่โดย นพ.สมชาย กาญจนสุต โดยนำขิมสายของ อ.ชนก สาคริก ซึ่งเป็นขิมเก่าขนาดใหญ่ตัวขึงพาดสายด้วยสแตนเลสแตกต่างจากขิมสายเดิมทั่วไปที่ขึงด้วยสายทองเหลือง ไปวัดขนาดและสร้างเป็นขิมต้นแบบขึ้น ซึ่งทำให้มีเสียงที่ละเอียดนุ่มนวล และมีความทนทานไม่ขาดและเพี้ยนง่าย แต่ตัวขิมกลับมีรูปร่างที่ยาวไม่สวยงาม นพ.สมชาย จึงคิดเพิ่มจำนวนหย่องขึ้นไปทางด้านบนซึ่งเป็นเสียงสูงขึ้นไปอีก 2 หย่อง คือเสียงซอลสูง และ ลาสูง เพื่อให้ขิมมีรูปร่างที่สมส่วน
         ภายหลังมีผู้ปรับปรุงเพิ่มเติมหย่องขึ้นเป็น 11 หย่อง หรือ 15 หย่อง ก็มี

ปี่จุม

  ปี่จุมเป็นเครื่องดนตรีพื้นบ้านล้านนา ไม่ทราบประวัติความเป็นมาที่ชัดเจน เลาปี่ทำจากลำไม้รวก ปลายด้านหนึ่งบริเวณรูเป่าเจาะทะลุเป็นรูปสี่เหล...