วันจันทร์ที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2566

ซอสามสาย

 ซอสามสาย เป็นเครื่องดนตรีไทยชนิดหนึ่ง จำพวกเครื่องสาย มีขนาดใหญ่กว่าซอด้วงหรือซออู้ และมีลักษณะพิเศษ คือมีสามสาย มีคันชักอิสระ กะโหลกซอมีขนาดใหญ่ นับเป็นเครื่องดนตรีที่มีความสง่างามชิ้นหนึ่งในวงเครื่องสาย ผู้เล่นจะอยู่ในตำแหน่งด้านหน้าของวง
ซอสามสาย ถูกใช้บรรเลงตั้งแต่ในอดีต
ประวัติ
ปรากฏหลักฐานจากจดหมายเหตุ ลาลูแบร์ (หน้า 30) ที่บันทึกไว้ว่า ชาวสยามมีเครื่องดุริยางค์เล็กๆ มีสามสายเรียกว่า “ซอ” ….” ซึ่งชี้ให้เห็นว่าในสมัยกรุงศรีอยุธยาหรือก่อนนั้น มีซอสามสายและนิยมเล่นกัน และลักษณะรูปร่างของซอสามสายก็คงจะยังไม่สวยงามมากอย่างในปัจจุบันนี้
จนมาถึงยุคต้นของกรุงรัตนโกสินทร์ ในสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ 2 สืบเนื่องมาจากที่พระองค์ท่านมีอัจฉริยภาพในทางศิลปะด้านต่างๆ เช่น ทรงแกะสลักบานประตูพระวิหารวัดสุทัศน์เทพวรารามด้วยฝีพระหัตถ์ของพระองค์เอง อีกประการหนึ่ง พระองค์ท่านยังโปรดทรงซอสามสายเป็นอย่างยิ่ง จึงทำให้พระองค์ท่านได้ประดิษฐ์คิดสร้างซอสามสายได้ด้วยความประณีต งดงาม และเป็นแบบอย่างมาจนถึงปัจจุบันนี้
ลักษณะของซอสามสาย
ซอสามสาย แบ่งตามขนาดออกเป็น 2 ประเภท คือ
ซอสามสาย เป็นซอสามสายขนาดดั้งเดิม
ซอสามสายหลีบ มีขนาดเล็กกว่าซอสามสาย
ส่วนต่าง ๆ ของซอสามสาย
ส่วนต่าง ๆ ของซอสามสาย จากปรัชญาติการะของ อุดม อรุณรัตน์
ทวนบน เป็นส่วนบนสุดของคันซอ คว้านด้านในให้เป็นโพรงโดยตลอด ด้านบนสุดมีรูปร่างเป็นทรงเทริด ทวนบนนี้ เจาะรูด้านข้างสำหรับใส่ลูกบิด 3 ลูก ด้านหน้าตรงปลายทวนตอนล่าง เจาะรูสำหรับร้อยสายซอ ที่สอดออกมาจากรัดอก หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า อกซอ ทวนบนนี้ทำหน้าที่คล้าย ๆ กับท่ออากาศ (Air column) ให้เสียงที่เกิดจากกะโหลกเป็นความถี่ของเสียง แล้วลอดผ่านออกมาทางทวนบนนี้ได้
ทวนล่าง คือส่วนของซอที่ต่อลงมาจากทวนบน ทำเป็นรูปทรงกระบอก และประดิษฐ์ลวดลายสวยงาม เช่นลงยาตะทอง ลงถมปัด ประดับมุก หรืออย่างอื่น เป็นการเพิ่มความวิจิตรงดงาม และเรียกทวนล่างนี้ว่า ทวนเงิน ทวนทอง ทวนมุก ทวนลงยา เป็นต้น ทวนล่างนี้สวมยึดไว้กับทวนบน และเป็นที่สำหรับผูก รัดอก เพื่อบังคับให้สายซอทั้ง 3 เส้นติดอยู่กับทวน นอกจากนั้นทวนล่าง ยังทำหน้าที่เป็นตำแหน่งสำหรับกดนิ้ว ลงบนสายในตำแหน่งต่างๆ
พรมบน คือส่วนที่ต่อจากทวนล่างลงมา ส่วนบนกลึงเป็นลูกแก้ว ส่วนตอนล่างทำเป็นรูปปากช้างเพื่อประกบกับกะโหลกซอ
พรมล่าง คือส่วนที่ต่อจากกะโหลกซอลงมาข้างล่าง ส่วนที่ประกบกับกะโหลกซอทำเป็นรูปปากช้าง เช่นเดียวกับส่วนล่างของพรมบน ตรงกลางของพรมล่างเจาะรูด้านบนเพื่อใช้สำหรับเป็นที่ร้อยหนวดพราหมณ์ เพื่อคล้องกับสายซอทั้งสามสายและเหนี่ยวรั้งให้ตึง ตรงส่วนปลายสุดของพรมล่างกลึงเป็น เกลียวเจดีย์ และตอนปลายสุดเลี่ยมด้วย ทองคำ หรือ ทองเหลืองเป็นยอดแหลม เพื่อที่จะปักกับพื้นได้ สะดวกยิ่งขึ้น คันซอสามสายทั้ง 4 ท่อนนี้จะมีลักษณะกลวงตลอด ยกเว้นพรมล่างตอนที่เป็นเกลียวเจดีย์เท่านั้นที่เป็นส่วนที่ตัน เพราะต้องการ ความแข็งแรง ในขณะปักสีเวลาบรรเลง และคันซอทั้ง 4 ท่อนนี้ จะสวมไว้กับแกนที่สอดไว้กับ กะโหลกซอ
ถ่วงหน้า ถ่วงหน้าของซอสามสาย เป็นอุปกรณ์ที่สำคัญ ติดอยู่ตรงหน้าซอที่ตำแหน่งมุมบนซ้ายมือของผู้สี เพื่อควบคุมความถี่ของเสียง ทำให้มีเสียงนุ่มนวลไพเราะน่าฟังยิ่งขึ้น ทั้งนี้ตำแหน่งที่ติดอาจจะขยับแตกต่างกันขึ้นอยู่กับการสะท้อนของเสียงภายในของกะโหลกซอและตำแหน่งการวางหย่องของซอด้วย
หย่อง ทำด้วยไม้ไผ่หรือไม้โมก แกะให้เป็นลักษณะคู้ ปลายทั้งสองของหย่องคว้านเป็นเบ้าขนมครกเพื่อทำให้เสียง ที่เกิดขึ้นส่งผ่านไปยังหน้าซอมีความกังวานมากยิ่งขึ้น
คันสี (คันชัก) คันสีของซอสามสาย ประกอบด้วยไม้และหางม้า คันสีนั้นเหลาเป็นรูปคันศร ส่วนใหญ่ทำจากไม้ชิงชันเพราะเป็นไม้เนื้อแข็งมีความคงทนและไม่แตกหักง่าย(ราคาไม่แพง) หรือบางครั้งอาจจะใช้ไม้แก้วเพราะเป็นไม้เนื้ออ่อนสีเหลืองนวล(นิยมใช้คู่กับซองาช้างหรือซอไม้แก้ว)เป็นไม้ที่มีน้ำหนักเบากว่าไม้ชิงชันช่วยผ่อนแรงมือที่ถือคันชักได้
เสียงของซอสามสาย
สายเอก ถ้าปล่อยไม่จับสายจะเป็นเสียง ซอล และใช้ปลายนิ้วแตะที่ข้างสายโดยใฃ้นิ้วชี้ จะเป็นเสียง ลา, ใช้นิ้วกลางแตะที่ข้างสายจะเป็นเสียง ที, ใช้นิ้วนางแตะที่ข้างสายจะเป็นเสียงโด, ใช้นิ้วก้อยแตะที่ข้างสายจะเป็นเสียง เร (เสียงสูง) , ใช้นิ้วก้อยรูดที่สายจะเป็นเสียง มี (เสียงสูง)
สายกลาง ถ้าปล่อยไม่จับสายจะเป็นเสียง เร และใช้นิ้วชี้กดลงบนสายจะเป็นเสียง มี, ใช้นิ้วกลางกดลงบนสายจะเป็นเสียง ฟา, ใช้นิ้วนางกดลงบนสายเป็นเสียง ซอล
สายทุ้ม ถ้าปล่อยไม่จับสายจะเป็นเสียง ลา และใช้นิ้วชี้กดลงที่สายจะเป็นเสียง ที, ใช้นิ้วกลางกดลงที่สายจะเป็นเสียง โด, ใช้นิ้วนางกดลงที่สายจะเป็นเสียง เร
    ซอ เป็นเครื่องดนตรีประเภทสี เกิดเสียงโดยการใช้หางม้าที่ผูกติดกับคันชัก ถูเข้ากับสายเพื่อให้เกิดความสั่นสะเทือน อีกทั้งยังสามารถใช้นิ้วกดสายตามตำแหน่งต่างๆเพื่อให้เกิดเสียงสูงต่ำตามต้องการ
         ซอสามสายมีส่วนประกอบสำคัญดังนี้
         1.คันซอ ทำจากไม้ชนิดต่าง เช่น ชิงชัน พยุง ประดู่ มะเกลือ หรือ งาช้าง แบ่งออกเป็น 3 ส่วนคือ
         1.1.ทวนบน คือส่วนที่อยู่เหนือรัดอกขึ้นไป ในอดีตทวนบนจะกลวงเพื่อทำให้เสียงดังกังวาน ทวนบน มีความยาวประมาณ 25 ซม.
         2.2.ทวนกลาง คือคันซอที่ยาวลงมานับจากรัดอกจนถึงกะโหลกซอ มักมีการประดับด้วยวัสดุอื่นเพื่อความสวยงาม เช่น มุก นาค หรือ ทอง เป็นต้น ทวนกลางมีความยาวประมาณ 41 ซม.
         2.3. ทวนล่าง หรือแข้งไก่ คือส่วนที่อยู่ใต้กะโหลกซอลงไป ด้านปลายทำจากโลหะแหลมเพื่อยึดติดพื้นเพื่อความมั่นคงในการตั้งซอขณะที่ทำการบรรเลง ทวนล่างยาวประมาณ 25 ซม.
         2.ลูกบิด มี 3 ลูก ทำจากไม้ชนิดต่างๆ หรืองาช้าง กลึงกลมหัวเม็ดทรงมัณฑ์ มีความยาวประมาณ 15 ซม. สอดทะลุทวนซอ ทำหน้าที่ยึดสาย 3 สาย ที่ทำจากไหม คือ สายเอก สายกลาง และสายทุ้ม เทียบเสียงห่างกันเป็นคู่ 4 ลดหลั่นลงตามลำดับ
         3 กะโหลกซอทำจากกะลามะพร้าวชนิดพิเศษ ตัดขวางเอาแต่ส่วนบนที่มีลักษณะนูนเป็นสามเส้า ประกอบเข้ากับกรอบไม้เนื้อแข็ง เรียกว่า "ขนงไม้สัก" แล้วจึงขึงหนังลูกแพะหรือลูกวัวให้ตึงพอดีโดยปิดทับขอบขนงไม้สักและขอบกะลาเล็กน้อย
         กะโหลกของซอสามสายนั้นจะมีรูปร่างแบ่งออกเป็น 2 คือ หน้าพระ และหน้านาง ซึ่งจำแนกตามความกว้างของหน้าซอ
         4.รัดอก คือบ่วงเชือกไหมเล็กฟั่นเกลียวทำหน้าที่ผูกรั้งสายซอทั้ง 3 สาย รวมไว้ติดกับทวนซอ
         5.หย่อง คือวัสดุที่วางอยู่บนหนังหน้าซอเพื่อรองรับสายซอทั้ง 3 สาย ทำหน้าที่ส่งแรงสั่นสะเทือนสู่หน้าซอ และกะโหลกซอ ทำจากไม้หรืองาช้าง
         6.คันชัก ทำจากไม้เนื้อแข็งและเหนียว เช่น ไม้แก้ว เหลากลึงเป็นรูปโค้ง ยาวประมาณ 87 ซม. ปลายทั้งสองด้านตรึงยึดกับหางม้า หรือเอ็น ขนาดเล็ก จำนวนประมาณ 250-300 เส้น ให้มีความตึงหย่อนพอประมาณ

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

ปี่จุม

  ปี่จุมเป็นเครื่องดนตรีพื้นบ้านล้านนา ไม่ทราบประวัติความเป็นมาที่ชัดเจน เลาปี่ทำจากลำไม้รวก ปลายด้านหนึ่งบริเวณรูเป่าเจาะทะลุเป็นรูปสี่เหล...