1. สะล้อสามสาย เป็นสะล้อที่คิดค้นขึ้นโดยเจ้าสุนทร ณ เชียงใหม่ โดยได้รับแรงบันดาลใจ
จากซอสามสายของดนตรีไทย เทียบเสียง โด - ซอล - โด ซึ่งเป็นที่นิยมในช่วงระยะเวลาหนึ่ง ปัจจุบัน
ไม่ค่อยนิยมบรรเลงสะล้อสามสายแล้วอาจเพราะว่าบรรเลงได้ยากกว่าสะล้อธรรมดา
2. สะล้อปรับปรุง เดิมสะล้อที่ผลิตใช้กันในหมู่ชาวบ้านนั้น ยังไม่มีการก าหนดขนาดชัดเจน มี
เพียงระบบเสียงลูกสามลูกสี่ เจ้าสุนทรได้ปรับปรุงสะล้อให้มีขนาดที่ต่างกัน 3 ขนาดคือ
1. สะล้อเล็ก เทียบเสียงระบบลูกสาม คือ โดและซอล
2. สะล้อกลางเทียบเสียงระบบลูกสี่คือ ซอลและโด
3. สะล้อหลวง เทียบเสียงระบบลูกสาม คือโดและซอล
4. ปรับปรุงการประสมวง
เจ้าสุนทร ณ เชียงใหม่ได้ปรับปรุงเครื่องดนตรีในวงสะล้อ ซอ ซึง ดังได้กล่าวมา
ข้างต้นแล้วนั้น ท าให้เกิดรูปแบบการประสมวงสะล้อ ซอ ซึงขึ้น คือ สะล้อสามสายหรือสะล้อหลวง,
สะล้อกลาง, สะล้อเล็ก, ซึงหลวง, ซึงกลาง, ซึงหน้อย, ขลุ่ยพื้นเมืองหรือขลุ่ยเพียงออ กลองปุงปูง หรือ
โทน-ร ามะนา ฉิ่ง (ในเทปบันทึกเสียงของเจ้าสุนทร ไม่ปรากฏการใช้ฉาบในวงสะล้อ ซอ ซึง)
ดังกล่าวมา 4 ข้อข้างต้นนั้น อาจแสดงให้เห็นว่า การปรับปรุงวงเครื่องสายล้านนา สะล้อ ซอ ซึงนั้น
คงจะได้รับอิทธิพลจากดนตรีไทยมาไม่น้อย ดังปรากฏการสร้างสะล้อสามสาย มีการใช้ขลุ่ยเพียงออ
และโทนร ามะนา และระบบเสียงที่ใช้ในวงสะล้อ ซอ ซึง ซึ่งอาจเรียกได้ว่า วงสะล้อ ซอ ซึง ลูกสามนั้น
ท าให้วงสะล้อ ซอ ซึง รูปแบบของเจ้าสุนทรนั้นมีโทนเสียงที่ต่ า ซึ่งอาจได้รับอิทธิพลจากการบรรเลง
ดนตรีในคุ้มหลวงซึ่งท่านเคยเรียนและเป็นนักดนตรีอยู่ก็เป็นได้ โดยสามารถศึกษาได้จากเทป
บันทึกเสียงชุดเอกลักษณ์ล้านนา โดยเจ้าสุนทร ณ เชียงใหม่ ซึ่งได้บันทึกเสียงเมื่อ พ.ศ.2522 – 2523
ภาพที่16 เจ้าสุนทร ณ เชียงใหม่ก าลังดีดซึง. จาก “ล าน าเพลงดนตรีและการฟูอนร าของล้านนา
ไทย” ใน กมลร าพึงและดนตรีไทย (หน้า 44), โดยไพโรจน์บุญผูก, 2517, กรุงเทพฯ: พิฆเนศ.
หลังจากการปรับปรุงวงสะล้อ ซอ ซึงของเจ้าสุนทรมาระยะหนึ่ง นายวิเทพ กันธิมา ได้
ปรับปรุงขนาดสะล้อและซึงให้มีขนาดเล็กลง ประมาณปี พ.ศ.2532 เพื่อให้นักเรียนที่สนใจเรียนดนตรี
ล้านนาสามารถเรียนรู้และบรรเลงได้อย่างสะดวกขึ้น คือ
สะล้อหลวง เทียบเสียงระบบลูกสี่
สะล้อกลาง เทียบเสียงระบบลูกสาม
สะล้อตัด เทียบเสียงระบบลูกสี่
ซึงหลวง เทียบเสียงระบบลูกสี่
ซึงกลาง เทียบเสียงระบบลูกสาม
ซึงเล็ก เทียบเสียงระบบลูกสี่
ขลุ่ยพื้นเมือง
กลองปุงปูง (ต่อมามีการเทียบเสียงเพื่อความไพเราะ โดยเทียบเสียงระบบลูกสาม)
เครื่องประกอบจังหวะ เช่น ฉิ่งและฉาบ
ส่วนประกอบของสะล้อจากด้านบนมาด้านล่าง
1. ลูกบิด 2. รัดอก 3. สายสะล้อ 4. คันหรือคันทวน 5. ค็อบหรือหย่อง 6. ตาด 7.กะโหลก
การะบวนการสร้างสะล้อ
กระบวนการสร้างสะล้อจากการศึกษาภาคสนาม มีขั้นตอนและกระบวนการดังนี้
2.1 ขั้นเตรียม
ขั้นเตรียมการท าสะล้อ ช่างท าเครื่องดนตรีเตรียมไม้ส าหรับสร้างคันทวนสะล้อ โดย
ตัดเป็นท่อนไว้ให้ได้ขนาดเท่า ๆ กันโดยประมาณซึ่งไม้ที่ใช้สร้างเครื่องดนตรีได้มาจากการหาซื้อไม้เก่า
เหลือใช้จากการก่อสร้าง หรือเป็นไม้ที่ได้จากบ้านไม้เก่าที่ท าการรื้อถอนแล้ว จึงคัดเลือกเอาส่วนที่
สามารถน ามาเป็นส่วนประกอบของเครื่องดนตรีได้
ไม้ประดู่เนื้อแข็ง ช่างได้ตัดเป็นท่อนยาวประมาณ 1.20 เมตร หนา 2 นิ้วด้านข้าง ด้านกว้าง
หนา 4 นิ้ว สัดส่วนในการตัดขึ้นอยู่กับความช านาญของช่างแต่ละคน เพื่อเป็นการใช้ไม้ให้คุ้มค่าและได้
ชิ้นงานที่สมบูรณ์แบบ
2.2 การสร้างคันทวนสะล้อ
น าไม้ที่คัดเลือกไว้แล้วมาตัดให้เป็นทรงกระบอกยาว 27 นิ้ว การตัดต้องใช้ความช านาญเพื่อให้ได้ขนาดที่พอดี ให้เสียเนื้อไม้ให้น้อยที่สุดตัดแต่งให้ได้รูปทรงของคัดทวน ขัดเกลาให้ได้รูปทรงด้วยใบเลื่อยของเครื่องจักรเพื่อให้ผิวของไม้เรียบที่สุด เพื่อน าไปกลึงกับเครื่องกลึงในขั้นตอนต่อไป
2.3 การขึ้นรูปสะล้อ
การขึ้นรูปสะล้อโดยการน าไม้ที่ได้จากขั้นตอนการตัดแต่งคันทวน มาเข้าเครื่องกลึงเพื่อขัด
เกลารายละเอียดของคันทวนให้ได้รูปทรงที่สวยงาม ช่างต้องใช้ทักษะการกลึงที่ช านาญและมี
ประสบการณ์อย่างมากเพื่อให้รูปทรงของคันทวนสะล้อเกิดความสวยงามและมีลวดลายตามที่ต้องการ
ได้ การกลึงต้องกลึงทีละส่วนของคันทวน โดยจะกลึงส่วนหัวของคันทวนก่อนแล้วตามด้วยส่วนปลาย
ของคันทวนการกลึงคันทวนสะล้อ ให้ได้รูปทรงของคันทวนที่สวยงาม ช่างจะกลึงส่วนหัวและส่วนปลาย
สลับกันไปตาม รายละเอียดของเนื้อและลวดลายไม้เพื่อให้พื้นผิวของคันทวนสะล้อมีลวดลายของเนื้อ
ไม้ที่สวยงาม
2.4 การท าลูกบิดสะล้อ
น าไม้ที่คัดเลือกไว้แล้วมาตัดให้ได้ขนาดลูกบิดสะล้อที่ความยาวประมาณ 7 นิ้ว หนา 2 นิ้ว
การตัดต้องใช้ความช านาญเพื่อให้ได้ขนาดที่พอดี ให้เสียเนื้อไม้ให้น้อยที่สุดการกลึงลูกบิดช่างต้องขัดผิวไม้ให้ได้รูปทรงกระบอกแล้วจึงน าเข้าเครื่องกลึง เพื่อง่ายต่อการเก็บรายละเอียดรูปทรงและพื้นผิวลวดลายของไม้ที่สวยงาม
2.5 การท าคันชักสะล้อ
ันชักเมื่อกลึงเสร็จเรียบร้อยแล้วน ามาเจาะส่วนหัวส าหรับใส่สายไนล่อน ส่วนท้ายคันชักเจาะ
รูติดหมุดทองเหลืองหรือตะปูเกลียว ถูด้วยยางสนเพื่อให้เกิดความฝืดส าหรับสีให้สัมผัสกับสายเอกและ
สายทุ้มสะล้อ
2.6 ขั้นตอนการขัดกะโหลกมะพร้าว
การขัดกะโหลกมะพร้าวเพื่อท ากล่องเสียงของสะล้อ ช่างท าการขัดขอบของกะโหลกมะพร้าว
รวมถึงผิวทั้งด้านนอกและด้านในเพื่อให้เรียบและมีความเงางาม
จากซอสามสายของดนตรีไทย เทียบเสียง โด - ซอล - โด ซึ่งเป็นที่นิยมในช่วงระยะเวลาหนึ่ง ปัจจุบัน
ไม่ค่อยนิยมบรรเลงสะล้อสามสายแล้วอาจเพราะว่าบรรเลงได้ยากกว่าสะล้อธรรมดา
2. สะล้อปรับปรุง เดิมสะล้อที่ผลิตใช้กันในหมู่ชาวบ้านนั้น ยังไม่มีการก าหนดขนาดชัดเจน มี
เพียงระบบเสียงลูกสามลูกสี่ เจ้าสุนทรได้ปรับปรุงสะล้อให้มีขนาดที่ต่างกัน 3 ขนาดคือ
1. สะล้อเล็ก เทียบเสียงระบบลูกสาม คือ โดและซอล
2. สะล้อกลางเทียบเสียงระบบลูกสี่คือ ซอลและโด
3. สะล้อหลวง เทียบเสียงระบบลูกสาม คือโดและซอล
4. ปรับปรุงการประสมวง
เจ้าสุนทร ณ เชียงใหม่ได้ปรับปรุงเครื่องดนตรีในวงสะล้อ ซอ ซึง ดังได้กล่าวมา
ข้างต้นแล้วนั้น ท าให้เกิดรูปแบบการประสมวงสะล้อ ซอ ซึงขึ้น คือ สะล้อสามสายหรือสะล้อหลวง,
สะล้อกลาง, สะล้อเล็ก, ซึงหลวง, ซึงกลาง, ซึงหน้อย, ขลุ่ยพื้นเมืองหรือขลุ่ยเพียงออ กลองปุงปูง หรือ
โทน-ร ามะนา ฉิ่ง (ในเทปบันทึกเสียงของเจ้าสุนทร ไม่ปรากฏการใช้ฉาบในวงสะล้อ ซอ ซึง)
ดังกล่าวมา 4 ข้อข้างต้นนั้น อาจแสดงให้เห็นว่า การปรับปรุงวงเครื่องสายล้านนา สะล้อ ซอ ซึงนั้น
คงจะได้รับอิทธิพลจากดนตรีไทยมาไม่น้อย ดังปรากฏการสร้างสะล้อสามสาย มีการใช้ขลุ่ยเพียงออ
และโทนร ามะนา และระบบเสียงที่ใช้ในวงสะล้อ ซอ ซึง ซึ่งอาจเรียกได้ว่า วงสะล้อ ซอ ซึง ลูกสามนั้น
ท าให้วงสะล้อ ซอ ซึง รูปแบบของเจ้าสุนทรนั้นมีโทนเสียงที่ต่ า ซึ่งอาจได้รับอิทธิพลจากการบรรเลง
ดนตรีในคุ้มหลวงซึ่งท่านเคยเรียนและเป็นนักดนตรีอยู่ก็เป็นได้ โดยสามารถศึกษาได้จากเทป
บันทึกเสียงชุดเอกลักษณ์ล้านนา โดยเจ้าสุนทร ณ เชียงใหม่ ซึ่งได้บันทึกเสียงเมื่อ พ.ศ.2522 – 2523
ภาพที่16 เจ้าสุนทร ณ เชียงใหม่ก าลังดีดซึง. จาก “ล าน าเพลงดนตรีและการฟูอนร าของล้านนา
ไทย” ใน กมลร าพึงและดนตรีไทย (หน้า 44), โดยไพโรจน์บุญผูก, 2517, กรุงเทพฯ: พิฆเนศ.
หลังจากการปรับปรุงวงสะล้อ ซอ ซึงของเจ้าสุนทรมาระยะหนึ่ง นายวิเทพ กันธิมา ได้
ปรับปรุงขนาดสะล้อและซึงให้มีขนาดเล็กลง ประมาณปี พ.ศ.2532 เพื่อให้นักเรียนที่สนใจเรียนดนตรี
ล้านนาสามารถเรียนรู้และบรรเลงได้อย่างสะดวกขึ้น คือ
สะล้อหลวง เทียบเสียงระบบลูกสี่
สะล้อกลาง เทียบเสียงระบบลูกสาม
สะล้อตัด เทียบเสียงระบบลูกสี่
ซึงหลวง เทียบเสียงระบบลูกสี่
ซึงกลาง เทียบเสียงระบบลูกสาม
ซึงเล็ก เทียบเสียงระบบลูกสี่
ขลุ่ยพื้นเมือง
กลองปุงปูง (ต่อมามีการเทียบเสียงเพื่อความไพเราะ โดยเทียบเสียงระบบลูกสาม)
เครื่องประกอบจังหวะ เช่น ฉิ่งและฉาบ
ส่วนประกอบของสะล้อจากด้านบนมาด้านล่าง
1. ลูกบิด 2. รัดอก 3. สายสะล้อ 4. คันหรือคันทวน 5. ค็อบหรือหย่อง 6. ตาด 7.กะโหลก
การะบวนการสร้างสะล้อ
กระบวนการสร้างสะล้อจากการศึกษาภาคสนาม มีขั้นตอนและกระบวนการดังนี้
2.1 ขั้นเตรียม
ขั้นเตรียมการท าสะล้อ ช่างท าเครื่องดนตรีเตรียมไม้ส าหรับสร้างคันทวนสะล้อ โดย
ตัดเป็นท่อนไว้ให้ได้ขนาดเท่า ๆ กันโดยประมาณซึ่งไม้ที่ใช้สร้างเครื่องดนตรีได้มาจากการหาซื้อไม้เก่า
เหลือใช้จากการก่อสร้าง หรือเป็นไม้ที่ได้จากบ้านไม้เก่าที่ท าการรื้อถอนแล้ว จึงคัดเลือกเอาส่วนที่
สามารถน ามาเป็นส่วนประกอบของเครื่องดนตรีได้
ไม้ประดู่เนื้อแข็ง ช่างได้ตัดเป็นท่อนยาวประมาณ 1.20 เมตร หนา 2 นิ้วด้านข้าง ด้านกว้าง
หนา 4 นิ้ว สัดส่วนในการตัดขึ้นอยู่กับความช านาญของช่างแต่ละคน เพื่อเป็นการใช้ไม้ให้คุ้มค่าและได้
ชิ้นงานที่สมบูรณ์แบบ
2.2 การสร้างคันทวนสะล้อ
น าไม้ที่คัดเลือกไว้แล้วมาตัดให้เป็นทรงกระบอกยาว 27 นิ้ว การตัดต้องใช้ความช านาญเพื่อให้ได้ขนาดที่พอดี ให้เสียเนื้อไม้ให้น้อยที่สุดตัดแต่งให้ได้รูปทรงของคัดทวน ขัดเกลาให้ได้รูปทรงด้วยใบเลื่อยของเครื่องจักรเพื่อให้ผิวของไม้เรียบที่สุด เพื่อน าไปกลึงกับเครื่องกลึงในขั้นตอนต่อไป
2.3 การขึ้นรูปสะล้อ
การขึ้นรูปสะล้อโดยการน าไม้ที่ได้จากขั้นตอนการตัดแต่งคันทวน มาเข้าเครื่องกลึงเพื่อขัด
เกลารายละเอียดของคันทวนให้ได้รูปทรงที่สวยงาม ช่างต้องใช้ทักษะการกลึงที่ช านาญและมี
ประสบการณ์อย่างมากเพื่อให้รูปทรงของคันทวนสะล้อเกิดความสวยงามและมีลวดลายตามที่ต้องการ
ได้ การกลึงต้องกลึงทีละส่วนของคันทวน โดยจะกลึงส่วนหัวของคันทวนก่อนแล้วตามด้วยส่วนปลาย
ของคันทวนการกลึงคันทวนสะล้อ ให้ได้รูปทรงของคันทวนที่สวยงาม ช่างจะกลึงส่วนหัวและส่วนปลาย
สลับกันไปตาม รายละเอียดของเนื้อและลวดลายไม้เพื่อให้พื้นผิวของคันทวนสะล้อมีลวดลายของเนื้อ
ไม้ที่สวยงาม
2.4 การท าลูกบิดสะล้อ
น าไม้ที่คัดเลือกไว้แล้วมาตัดให้ได้ขนาดลูกบิดสะล้อที่ความยาวประมาณ 7 นิ้ว หนา 2 นิ้ว
การตัดต้องใช้ความช านาญเพื่อให้ได้ขนาดที่พอดี ให้เสียเนื้อไม้ให้น้อยที่สุดการกลึงลูกบิดช่างต้องขัดผิวไม้ให้ได้รูปทรงกระบอกแล้วจึงน าเข้าเครื่องกลึง เพื่อง่ายต่อการเก็บรายละเอียดรูปทรงและพื้นผิวลวดลายของไม้ที่สวยงาม
2.5 การท าคันชักสะล้อ
ันชักเมื่อกลึงเสร็จเรียบร้อยแล้วน ามาเจาะส่วนหัวส าหรับใส่สายไนล่อน ส่วนท้ายคันชักเจาะ
รูติดหมุดทองเหลืองหรือตะปูเกลียว ถูด้วยยางสนเพื่อให้เกิดความฝืดส าหรับสีให้สัมผัสกับสายเอกและ
สายทุ้มสะล้อ
2.6 ขั้นตอนการขัดกะโหลกมะพร้าว
การขัดกะโหลกมะพร้าวเพื่อท ากล่องเสียงของสะล้อ ช่างท าการขัดขอบของกะโหลกมะพร้าว
รวมถึงผิวทั้งด้านนอกและด้านในเพื่อให้เรียบและมีความเงางาม
2.7 ขั้นตอนการเจาะกล่องเสียงส าหรับใส่คันทวนสะล้อ กล่องเสียงของสะล้อถือเป็น
ส่วนประกอบส าคัญ ช่างให้ความส าคัญกับความงามและคุณภาพของเสียงเป็นอย่างมาก
การประกอบและตบแต่งเป็นขั้นตอนการน าเอาคันทวนลูกบิดกล่องเสียงมาประกอบเข้า
ด้วยกัน เริ่มตั้งแต่การใส่คันทวนกับกล่องเสียงเสียบด้านบนลงล่างใส่ลูกบิด 2 อันสอดใส่สายสะล้อสาย
เอกและสายทุ้ม มัดรัดอกด้วยหวาย เพื่อให้สายสะล้อแนบชิดกับคันทวนใส่หย่องต่อมาน าคันชักใสสาย
ไนล่อนประมาณ 60 เส้นถูยางสน เมื่อเสร็จแล้วจึงน าไปทดสอบเสียงต่อไป
2.8 การเจาะรูส าหรับใส่ลูกบิดสะล้อ
ั้นตอนการประกอบลูกบิดใส่สายเอก สายทุ้มมีส่วนส าคัญเหมือนขั้นตอนอื่นๆ นาย
ก าจร เทโวขัติ์ อธิบายว่า “การเลือกสายทุ้มและสายเอกควรเลือกสายที่ไม่ใช่สายตาย ดูจากสมัยก่อน
ชาวบ้านใช้สายเบรกจักรยานจะมีลักษณะงอเล็กน้อยแต่เวลาเล่นเสียงจะมีเสียงดีเนื่องจากเป็นสายเป็น
ที่ยืดหยุ่นได้ บางคนเลือกสายกีตาร์แต่เป็นสายกีตาร์ธรรมดาราคาถูกเสียงไม่กังวาน ต้องใช้สายกีตาร์
อาคูสติก เนื่องจากเป็นสายที่ใช้กับกีตาร์โปร่งและสายไวโอลินจะดีมาก เนื่องจากเป็นเครื่องดนตรีที่
ใช้ส าหรับสีโดยเฉพาะ”
การใส่ลูกบิดสะล้อมีข้อสังเกตว่า ลูกบิดสะล้อมีส่วนตรงปลายและโคนเรียวกลมมนเป็น
แท่งตรงปลายมีขนาดเล็ก ตรงโคนมีขนาดใหญ่กว่าเล็กน้อย สาเหตุที่ท าให้เป็นลักษณะแบบนี้เนื่องจาก
ต้องการให้ลูกบิดกระชับแน่นในขณะใส่ลูกบิดเวลาปรับเสียงสะล้อสามารถหมุนได้สะดวกและสามารถ
ยึดสายให้มั่นคงไม่หลวม หากลูกบิดหลวมนักดนตรีสามารถตอกหรือกดลูกบิดให้แน่นตรงนี้เป็นภูมิ
ปัญญาของช่างที่ท าลูกบิดให้ยึดสายเอกและสายทุ้มได้มั่นคงและปรับเสียงได้ง่าย
2.9 การใส่สายสะล้อ
การใส่สายสะล้อ นายก าจร สาธิตการใส่สายสะล้อ อธิบายว่า “การใส่สายสะล้อ ควร
เลือกสายที่มีขนาดพอดีกับสะล้อ ถ้าสะล้อขนาดเล็กควรใช้สายกีตาร์เบอร์ 1 หากสะล้อกลางและสะล้อ
ขนาดใหญ่ก็ใช้สายเบอร์ใหญ่ตามไปด้วย ปัจจุบันใช้สายกีตาร์ สายไวโอลิน ความต้องการขึ้นอยู่กับ
ก าลังทรัพย์ของผู้เล่นว่าจะเป็นของดีหรือของถูก” (ก าจร เทโวขัติ์, 2560)
2.10 ขั้นตอนการผูกเส้นหวายตรงวัดอก
การใส่รัดอกที่ท าให้เสียงดีมีวิธีท าโดยวัดระยะจากคันทวนกับรูต้นเสียงจากท้ายทวน
เมื่อวัดขนาดได้แล้วจึงมาค านวณหาสัดส่วนระหว่างลูกบิดกับหย่องให้ห่างกันเพียงใดเสียงจึงจะชัดเจน
พอดี จากค าอธิบายของนายก าจร เทโวขัติ์ สะล้อบอกว่าเป็นภูมิปัญญาชาวบ้านบอกว่าให้วัดจาก 2
ใน 3 ของคันทวน หรือบางคนเชื่อว่า วัดจากการคืบฝุามือคนเล่น ประมาณคืบปลายสามหมายความว่า
ใช้คืบของคนเล่น 1 คืบ รวมกับนิ้วมือสามนิ้ววางเรียงกันต่อ จากคืบบวกกับอีกสามนิ้วเมื่อได้ขนาดแล้ว
จึงมัดรัดอกมีความสูงจากพื้นแล้ววางคันชักพอดีกับระดับการนั่งของผู้เล่น
การประกอบและตบแต่งเป็นขั้นตอนการน าเอาคันทวนลูกบิดกล่องเสียงมาประกอบเข้า
ด้วยกัน เริ่มตั้งแต่การใส่คันทวนกับกล่องเสียงเสียบด้านบนลงล่างใส่ลูกบิด 2 อันสอดใส่สายสะล้อสาย
เอกและสายทุ้ม มัดรัดอกด้วยหวาย เพื่อให้สายสะล้อแนบชิดกับคันทวนใส่หย่องต่อมาน าคันชักใสสาย
ไนล่อนประมาณ 60 เส้นถูยางสน เมื่อเสร็จแล้วจึงน าไปทดสอบเสียงต่อไป
2.8 การเจาะรูส าหรับใส่ลูกบิดสะล้อ
ั้นตอนการประกอบลูกบิดใส่สายเอก สายทุ้มมีส่วนส าคัญเหมือนขั้นตอนอื่นๆ นาย
ก าจร เทโวขัติ์ อธิบายว่า “การเลือกสายทุ้มและสายเอกควรเลือกสายที่ไม่ใช่สายตาย ดูจากสมัยก่อน
ชาวบ้านใช้สายเบรกจักรยานจะมีลักษณะงอเล็กน้อยแต่เวลาเล่นเสียงจะมีเสียงดีเนื่องจากเป็นสายเป็น
ที่ยืดหยุ่นได้ บางคนเลือกสายกีตาร์แต่เป็นสายกีตาร์ธรรมดาราคาถูกเสียงไม่กังวาน ต้องใช้สายกีตาร์
อาคูสติก เนื่องจากเป็นสายที่ใช้กับกีตาร์โปร่งและสายไวโอลินจะดีมาก เนื่องจากเป็นเครื่องดนตรีที่
ใช้ส าหรับสีโดยเฉพาะ”
การใส่ลูกบิดสะล้อมีข้อสังเกตว่า ลูกบิดสะล้อมีส่วนตรงปลายและโคนเรียวกลมมนเป็น
แท่งตรงปลายมีขนาดเล็ก ตรงโคนมีขนาดใหญ่กว่าเล็กน้อย สาเหตุที่ท าให้เป็นลักษณะแบบนี้เนื่องจาก
ต้องการให้ลูกบิดกระชับแน่นในขณะใส่ลูกบิดเวลาปรับเสียงสะล้อสามารถหมุนได้สะดวกและสามารถ
ยึดสายให้มั่นคงไม่หลวม หากลูกบิดหลวมนักดนตรีสามารถตอกหรือกดลูกบิดให้แน่นตรงนี้เป็นภูมิ
ปัญญาของช่างที่ท าลูกบิดให้ยึดสายเอกและสายทุ้มได้มั่นคงและปรับเสียงได้ง่าย
2.9 การใส่สายสะล้อ
การใส่สายสะล้อ นายก าจร สาธิตการใส่สายสะล้อ อธิบายว่า “การใส่สายสะล้อ ควร
เลือกสายที่มีขนาดพอดีกับสะล้อ ถ้าสะล้อขนาดเล็กควรใช้สายกีตาร์เบอร์ 1 หากสะล้อกลางและสะล้อ
ขนาดใหญ่ก็ใช้สายเบอร์ใหญ่ตามไปด้วย ปัจจุบันใช้สายกีตาร์ สายไวโอลิน ความต้องการขึ้นอยู่กับ
ก าลังทรัพย์ของผู้เล่นว่าจะเป็นของดีหรือของถูก” (ก าจร เทโวขัติ์, 2560)
2.10 ขั้นตอนการผูกเส้นหวายตรงวัดอก
การใส่รัดอกที่ท าให้เสียงดีมีวิธีท าโดยวัดระยะจากคันทวนกับรูต้นเสียงจากท้ายทวน
เมื่อวัดขนาดได้แล้วจึงมาค านวณหาสัดส่วนระหว่างลูกบิดกับหย่องให้ห่างกันเพียงใดเสียงจึงจะชัดเจน
พอดี จากค าอธิบายของนายก าจร เทโวขัติ์ สะล้อบอกว่าเป็นภูมิปัญญาชาวบ้านบอกว่าให้วัดจาก 2
ใน 3 ของคันทวน หรือบางคนเชื่อว่า วัดจากการคืบฝุามือคนเล่น ประมาณคืบปลายสามหมายความว่า
ใช้คืบของคนเล่น 1 คืบ รวมกับนิ้วมือสามนิ้ววางเรียงกันต่อ จากคืบบวกกับอีกสามนิ้วเมื่อได้ขนาดแล้ว
จึงมัดรัดอกมีความสูงจากพื้นแล้ววางคันชักพอดีกับระดับการนั่งของผู้เล่น
การท ากล่องเสียงหรือก าธรเสียง การท ากล่องเสียงสะล้อท าจากกะลามะพร้าวใช้ส่วนที่เป็น
กะโหลกมะพร้าว โดยเลือกมะพร้าวลูกที่มีลักษณะกลมมน ไม่บิดเบี้ยว วิธีตัดแบ่งส่วนมะพร้าวโดยใช้
การสังเกตและใช้ไม้บรรทัดวัดขนาด ค านวณแบ่งออกเป็นสามส่วน ตัดออกหนึ่งส่วนเหลือสองส่วน ใช้
ส่วนที่เป็นกะโหลกมาท าเป็นกล่องเสียงสะล้อ
2.11 การวัดคุณภาพเสียงสะล้อ
ขั้นตอนการวัดคุณภาพเสียง การวัดคุณภาพเสียงเป็นขั้นตอนที่ส าคัญ ขั้นตอนหนึ่ง
ที่ผู้เล่น ต้องค านึงถึงเป็นกรณีพิเศษ เนื่องจากระบบการสั่นสะเทือนของเสียงสะล้อ ขึ้นอยู่กับระยะห่าง
ระหว่างลูกบิด รัดอกและความยาวของคันทวน ทั้งสามส่วนมีความสัมพันธ์กัน ดังนั้นช่างผู้ช านาญจึง
แนะน าให้ตรวจสอบคุณภาพเสียงก่อน ขั้นตอนการวัดคุณภาพเสียงสะล้อ นายก าจร เทโวขัติย์ อธิบายว่า
“ ล าดับแรกต้องใช้เทียบเสียงขลุ่ยเปุาเป็นเสียงให้ตรงกับเสียงสายเปล่า ถ้าเป็นสะล้อลูกสาม ขั้นแรก
เทียบเสียงสายทุ้มตรงกับเสียงขลุ่ยเสียง โด เทียบสายเอกตรงกับเสียงขลุ่ยเสียง ซอล เมื่อได้เสียงตรง
แล้วจึงทดสอบสีสะล้อแล้วปรับเสียงให้ตรง ”
การท าสะล้อกลมยังสามารถท าเป็นสะล้อกลมเล็ก สะล้อกลมใหญ่ได้อีก ช่างบางคน
ส าหรับนายก าจร เทโวขัติ์ ได้รับประสบการณ์และการถ่ายทอดกระบวนวิธีการสร้างเครื่องดนตรี
พื้นบ้านล้านนาจากนายบุญรัตน์ ทิพยรัตน์ผู้เป็นครูเป็นเวลาไม่ต่ ากว่า 20 ปีนับว่าเป็นช่างฝีมือชั้นเยี่ยม
เป็นที่ยอมรับของนักดนตรีในจังหวัดทางภาคเหนือ
สรุปว่าการสร้างสะล้อกลมของนายก าจร เทโวขัติ์เป็นช่างท าสะล้อที่มีความสามารถผลิตสะ
ล้อขนาดเล็ก ขนาดกลางและขนาดใหญ่ มีคุณภาพทางกายภาพและระบบเสียงดีมาก กลุ่มศิลปินนัก
ดนตรีอาชีพนิยมมาสั่งท าตลอดเวลา สารัตถะและภูมิปัญญาที่น่าสนใจคือวิธีการเลือกใช้วัสดุให้
ความส าคัญในการเลือกวัสดุที่เหมาะสม เช่น การเลือกไม้ท าคันทวนต้องมีน้ าหนักมากเพื่อทรงตัวของ
สะล้อ การทดสอบเสียงสะล้อโดยการใช้นิ้วดีดเคาะตรงหน้าตาดสะล้อ ฟังเสียงก่อนใส่ด้ามสะล้อแล้ว
แต่งเสียงก่อน การเจาะรูใส่ลูกบิดวิธีการที่น่าสนใจ คือการเจาะรูคันทวนและลูกบิดให้เป็นรูปทรง
กรวย เพื่อให้สายยึดแน่นระหว่างลูกบิดกับคันทวน การเลือกไม้ส าหรับท าคันชักมีการคัดเลือกไม้เนื้อ
แข็ง เช่น ไม้ประดู่ ไม้ชิงชัน ท าคันชักส าหรับวางบนบ่าสะล้อท าให้การวางมือ การจับคันชักมีความ
พอดี ท าให้เกิดเสียงหนักและเบาได้ตามต้องการ การปรับคุณภาพเสียงที่เป็นขั้นตอนสุดท้าย ช่างให้
ความเห็นว่าการเลือกสายสะล้อมีส่วนส าคัญมาก นักดนตรีที่ต้องการของดีมีคุณภาพ ควรเลือกใช้สาย
ที่เหมาะสมกับขนาดของสะล้อ
การสร้างซึง
2.กระบวนการสร้างซึง
2.1 ขั้นเตรียม
การสร้างซึงช่างจะเตรียมไม้โดยการวาดรูปซึงตามสัดส่วนแบบคร่าว ๆ แล้วท าการตัดให้ได้
รูปทรงของซึงในโครงสร้างแบบหยาบ ๆ ก่อนหลังจากนั้นน าไปขัดผิดตามสัดส่วนตามขั้นตอนต่อไป
โครงซึงหลังจากช่างท าการปรับพื้นผิวแล้วเบื้องต้น โดยการใช้กบไสไม้ในการขัดผิว
จะปรากฏรูปทรงของซึงชัดเจนเพิ่มขึ้นเล็กน้อย
2.2 การขึ้นรูปซึง
การขึ้นรูปซึง ตามภาพที่ ช่างต้องใช้เครื่องใบเลื่อยตัดขึ้นรูป ขั้นตอนนี้ต้องใช้ความช านาญ
อย่างมากเนื่องจากใบเลื่อยเครื่องยนต์ มีความคมมากถ้าผิดพลาดอาจเกิดอันตรายต่อร่างกายช่างและ
อาจจะได้ชิ้นงานที่ไม่สวยงามหรืออาจเสียชิ้นงานไปเลยก็เป็นได้
หลังจากที่ขึ้นรูปเสร็จแล้วปรากฏรูปร่างของซึงชัดเจนมากขึ้นหลังจากขั้นตอนนี้เป็นการเจาะ
โฮงเสียงของซึง
2.3 การเจาะโฮงเสียง
การเจาะโฮงเสียงซึง ช่างจะใช้สว่านเจาะเป็นรูรูปวงกลม วนไปเป็นรูปวงกลมจนเนื้อไม้ในส่วน
ของโฮงเสียงรูปทรงกลมตามรูปแบบของซึง การเจาะต้องเจาะให้ลักษณะภายในกลวง
ตาดซึง นิยมให้แผ่นไม้บาง ๆ ในการท า ตาดซึงนี้ใช้ปิดโฮงเสียงแล้วเจาะรูหรือฉลุเป็นลวดลาย
สวยงามต่าง ๆ ขึ้นอยู่กับฝีมือของช่างการเจาะรูเพื่อให้เป็นช่องก าเนิดเสียง หนาประมาณ 4 มิลลิเมตร
2.4 การใส่ตาดซึง
การท าตาดซึง ช่างจะหาไม้แผ่นเนื้อแข็งนาดพอดีหรือใหญ่กว่ากับโฮงเสียง แล้วท าการวัด
ขนาดให้พอดีกัน หลังจากนั้น น าตาดที่เตรียมไว้ตัดและตกแต่งผิวไม้ให้เรียบพอดีกับ
หลังจากตกแต่งตาดซึงให้มีขนาดพอดีกับโฮงเสียงแล้ว ช่างจึงท าการติดตาดซึง โดยใช้กาวร้อน
แล้วตกแต่งผิวอีกครั้งหนึ่ง
2.5 การตกแต่งคอกับรางไหม
ฮางไหม คือ รางที่ม้วนเก็บสายซึงที่พาดผ่านหย่องหน้า เข้ามาม้วนไว้ที่หลักซึงบริเวณนี้จะท า
เป็นร่องหรือรางขึ้นเพื่อเก็บสายซึงที่ยาวเกินออกมาให้เรียบร้อยสวยงาม
หลังจากขั้นตอนนี้ช่างจะน าไปทาสีเพื่อความสวยงามสีที่นิยมในปัจจุบันคือ สีไม้ด าเข้ม สี
น้ าตาลเนื้อไม้ โดยช่างได้ใช้สีทาไม้ทั่วไปในปัจจุบันตกแต่งสีให้ได้ตามความต้องการของผู้ใช้
2.6 การใส่ลูกซึงหรือนมซึง
หลังจากขั้นตอนการท าสีเสร็จแล้ว ต่อมาเป็นการติดลูกซึงหรือนมซึง นายก าจร บอกว่า
ลักษณะของลูกซึงคือ ไม้ชิ้นเล็ก ๆ วางเรียงเป็นระยะเหมือนนมจะเข้ของเครื่องดนตรีไทยแต่มีลักษณะ
เล็กกว่า ยาวเท่ากับความกว้างของคอซึง สูงประมาณ 6 – 8 มิลลิเมตร นิยมท าให้มีลักษณะเรียวขึ้นไป
ทางคอซึง ความสูงของนมแต่ละอันส่วนที่ใกล้กับก็อบหน้าจะสูงกว่านมอันถัดมาและนมที่อยู่ใกล้ก็อบ
หลังมากที่สุดคือนมที่มีความสูงน้อยที่สุดนิยมท า 9 อันโดยเว้นตามระยะเสียงที่เกิด
2.7 การใส่สายซึง
การใส่สายซึง นายก าจร สาธิตการใส่สายซึงและ อธิบายว่าการเลือกคุณภาพสายซึง
คล้ายกับสายสะล้อปัจจุบันใช้วัสดุการยึดสายโดยใช้ลูกบิดของกีตาร์แทนท าให้การตั้งเสียงนั้นง่ายและ
แม่นย า “การใส่สายซึง ควรเลือกสายที่มีขนาดพอดีกับขนาดซึง ถ้าซึงขนาดเล็กควรใช้สายกีตาร์เบอร์
1 หากซึงกลางและซึงขนาดใหญ่ก็ใช้สายเบอร์ใหญ่ตามไปด้วย ปัจจุบันใช้สายกีตาร์ ความต้องการ
ขึ้นอยู่กับก าลังทรัพย์ของผู้เล่นว่าจะเป็นของดีหรือของถูก
2.11 การวัดคุณภาพเสียงซึง
ขั้นตอนการวัดคุณภาพเสียง การวัดคุณภาพเสียงเป็นขั้นตอนที่ส าคัญ ขั้นตอนหนึ่ง
ที่ผู้เล่น ต้องค านึงถึงเป็นกรณีพิเศษ เนื่องจากระบบการสั่นสะเทือนของเสียงซึง ขึ้นอยู่กับระยะห่าง
ระหว่างลูกซึงที่ช่างต้องมีความแม่นย าในการติดให้ตามระยะห่าง ดังนั้นช่างผู้ช านาญจึงแนะน าให้
ตรวจสอบคุณภาพเสียงก่อน ขั้นตอนการวัดคุณภาพเสียงซึง นายก าจร เทโวขัติย์ อธิบายว่า “ ล าดับแรก
ต้องใช้เทียบเสียงขลุ่ยเปุาเป็นเสียงให้ตรงกับเสียงสายเปล่า ขั้นแรกเทียบเสียงสายทุ้มตรงกับเสียงขลุ่ย
เสียง โด เทียบสายเอกตรงกับเสียงขลุ่ยเสียง ซอล เมื่อได้เสียงตรงแล้วจึงทดสอบดีดซึงแล้วปรับเสียง
ให้ตรง ”
การท าซึงกลมยังสามารถท าเป็นซึงเล็ก ซึงกลาง ซึงใหญ่ได้อีก ส าหรับนายก าจร เทโวขัติ์
ได้รับประสบการณ์และการถ่ายทอดกระบวนวิธีการสร้างเครื่องดนตรีพื้นบ้านล้านนาจากนายบุญรัตน์
ทิพยรัตน์ผู้เป็นครูเป็นเวลาไม่ต่ ากว่า 20 ปีนับว่าเป็นช่างฝีมือชั้นเยี่ยมเป็นที่ยอมรับของนักดนตรีใน
จังหวัดทางภาคเหนือ
สรุปว่านายก าจร เทโวขัติ์เป็นช่างท าซึงที่มีความสามารถผลิตซึงขนาดเล็ก ขนาดกลางและ
ขนาดใหญ่ มีคุณภาพทางกายภาพและระบบเสียงดีมาก กลุ่มศิลปินนักดนตรีอาชีพนิยมมาสั่งท า
ตลอดเวลา สารัตถะและภูมิปัญญาที่น่าสนใจคือวิธีการเลือกใช้วัสดุให้ความส าคัญในการเลือกวัสดุที่
เหมาะสม เช่น การเลือกไม้ท าตัวซึงต้องมีน้ าหนักไม่มากเพื่อกล่องเสียงจะได้เกิดความกังวาน การ
ทดสอบเสียงซึงโดยการใช้นิ้วดีดเคาะตรงหน้าตาดซึง การเลือกไม้ส าหรับการท าซึงนั้น ควรจะเป็นไม้
สักหรือไม้ขนุน แต่ไม้สักเป็นไม้หวงห้ามจึงมีข้อจ ากัดในการได้มาบ้าง แต่ปัจจุบันยังพอมีอยู่ส่วนไม้ขนุน
นั้นสามารถหาได้ทั่วไปยังมีอยู่เรื่อย ๆ ไม้เป็นวัสดุที่ส าคัญอย่างยิ่งในการสร้างซึงเนื่องจากมีผลให้
คุณภาพเสียงของเครื่องดนตรีชิ้นนั้นมีคุณภาพมากแค่ไหน ไม้ที่สร้างจริงเป็นปัจจัยหลัก ท าให้เกิดเสียง
หนักและเบาได้ตามต้องการ การปรับคุณภาพเสียงที่เป็นขั้นตอนสุดท้าย ช่างให้ความเห็นว่าการเลือก
สายซึงมีส่วนส าคัญมาก นักดนตรีที่ต้องการของดีมีคุณภาพ ควรเลือกใช้สายที่เหมาะสมกับขนาดของ
ซึง
4.2.3 ระบบเสียงของ ซึง และ สะล้อ
การศึกษาองค์ความรู้ด้านการสร้างเครื่องดนตรีของครูบุญรัตน์ ทิพย์รัตน์ ภูมิปัญญาเครื่อง
ดนตรีล้านนาเพื่อสืบทอดการสร้างเครื่องดนตรีพื้นบ้านและเสริมสร้างความเข้มแข็งทางวัฒนธรรม
นอกจากได้ท าการวัดขนาด สัดส่วน และวิธีการสร้างเครื่องดนตรีแล้ว ยังศึกษาถึงระบบเสียงของเครื่อง
ดนตรีด้วย โดยการศึกษาระบบเสียงนี้ใช้วิธีการวัดระยะห่างของเสียงจากการค านวนค่าเซ็นต์ (Cent)
ด้วยการค านวณจากการวัดค่าความถี่เสียงจากเครื่องดนตรีซึงและสะล้อทั้ง 3 ขนาด ได้แก่ เล็ก กลาง
และใหญ่ โดยใช้เครื่องดนตรีจากงานฝีมือช่างก าจร เทโวขัติ์ แล้วน ามาแทนค่าค านวนในสูตรค านวณ
C = 1200 × log2
(f2 / f1) โดยก าหนดให้ log2 = 0.301029995 ปรากฏระยะเสียง ดังนี้
1 ซึง
การศึกษาระบบเสียงของเครื่องดนตรีจากองค์ความรู้งานช่างของครูบุญรัตน์ ทิพยรัตน์ ที่สืบ
ทอดผ่านช่างก าจร เทโวขัติ์เริ่มศึกษาจากระบบเสียงของซึงเป็นหลักอ้างอิงก่อน เนื่องจากมีระยะเสียง
ที่ก าหนดตายตัวชัดเจนจาก ลูก หรือ นม (Fret) เป็นสิ่งที่บังคับ ท าให้ระยะเสียงของเครื่องที่ไม่มีนม
(Fret) อย่างสะล้อนั้นในการบรรเลงจึงอ้างอิงจากเสียงของซึงเป็นหลัก โดยจากการวัดเสียงและค านวน
แทนค่าในสมการพบระยะเสียง ดังนี้
1.1 ซึงเล็ก
ตารางที่ 1 แสดงชื่อเรียกเสียง ค่าความถี่ (Hertz) และระยะเสียงตามระบบเซ็นต์ (cent) ของซึงเล็ก
สายบน สายล่าง
ลูกที่ ชื่อเรียก ความถี่
(Hertz)
ค่าเซนต์
(cent)
ลูกที่ ชื่อเรียก ความถี่
(Hertz)
ค่าเซนต์
(cent)
0 (สายเปล่า) ซอล 324.1 0 0 (สายเปล่า) โด 438.2 0
1 ลา 373 243.2 1 เร 496 214.5
2 ที 395.6 101.8 2 มี 545.3 164
3 โด 432.4 153.9 3 ฟา 586.7 126.6
4 เร 495 234 4 ซอล 660.4 204.8
5 มี 556 201.1 5 ลา 763 250
6 ฟา 603.3 140.4 6 ที 817.8 120
7 ซอล 669.9 181.2 7 โด 895 156.1
8 ลา 770.2 241.5 8 เร 1003.5 198
9 ที 848.1 166.8 9 มี 1125.3 198.3
จากตารางแสดงค่าเซ็นต์ที่ค านวนจากความถี่ข้างต้น สามารถสรุปและหาระยะห่างโดยเฉลี่ยได้ ดังนี้
ตารางที่ 2 แสดงการเปรียบเทียบระยะเสียงตามระบบเซ็นต์ในแต่ละช่วงเสียงของซึงเล็กและค่าเฉลี่ย
เสียง ช่วงเสียงที่ 1 ช่วงเสียงที่ 2 ช่วงเสียงที่ 3 ค่าเฉลี่ย
เซ็นต์ (Cent)
โด - เร 234 214.5 198 215.5
เร - มี 201.1 164 198.3 187.8
มี - ฟา 140.4 126.6 133.5
ฟา - ซอล 181.2 204.8 193
ซอล - ลา 243.2 241.5 250 244.9
ลา - ที 101.8 166.8 120 129.53
ที - โด 153.9 156.1 155
จากการค านวณระยะเสียงซึงเล็กของช่างก าจร เทโวขัติ์โดยเฉลี่ย สามารถแสดงระยะเสียงซึง
เล็กในแต่ละช่วงเสียงได้ ดังนี้
1.2 ซึงกลาง
ตารางที่ 3 แสดงชื่อเรียกเสียง ค่าความถี่ (Hertz) และระยะเสียงตามระบบเซ็นต์ (cent) ของซึงกลาง
สายบน สายล่าง
ลูกที่ ชื่อเรียก ความถี่
(Hertz)
ค่าเซนต์
(cent)
ลูกที่ ชื่อเรียก ความถี่
(Hertz)
ค่าเซนต์
(cent)
0 (สายเปล่า) โด 216 0 0 (สายเปล่า) ซอล 323 0
1 เร 240.2 183.8 1 ลา 361.2 155.6
2 มี 264.5 166.8 2 ที 396.1 159.6
3 ฟา 289 153.3 3 โด 432.5 152.2
4 ซอล 321.8 186.1 4 เร 473.9 158.2
5 ลา 353.6 163.1 5 มี 523 170.6
6 ที 394.8 190.8 6 ฟา 584.3 191.8
7 โด 430 147.8 7 ซอล 640.8 159.7
8 เร 480.5 192.2 8 ลา 703.3 161.1
9 มี 525.7 155.6 9 ที 784 188
จากตารางแสดงค่าเซ็นต์จากความถี่ข้างต้น สามารถสรุปและหาระยะห่างโดยเฉลี่ยได้ ดังนี้
ตารางที่ 4 แสดงการเปรียบเทียบระยะเสียงตามระบบเซ็นต์ในแต่ละช่วงเสียงของซึงกลางและค่าเฉลี่ย
เสียง ช่วงเสียงที่ 1 ช่วงเสียงที่ 2 ช่วงเสียงที่ 3 ค่าเฉลี่ย
เซ็นต์ (Cent)
โด - เร 183.8 192.2 158.2 178.2
เร - มี 166.8 155.6 170.6 164.3
มี - ฟา 153.3 191.8 172.5
ฟา - ซอล 186.1 159.7 172.9
ซอล - ลา 163.1 155.6 161.1 159.9
ลา - ที 190.8 159.6 188 179.4
ที - โด 147.8 152.2 150
จากการค านวณระยะเสียงซึงเล็กของช่างก าจร เทโวขัติ์โดยเฉลี่ย สามารถแสดงระยะเสียงซึงเล็กในแต่
ละช่วงเสียงได้ ดังนี้
1.3 ซึงใหญ่
ตารางที่ 5 แสดงชื่อเรียกเสียง ค่าความถี่ (Hertz) และระยะเสียงตามระบบเซ็นต์ (cent) ของซึงใหญ่
สายบน สายล่าง
ลูกที่ ชื่อเรียก ความถี่
(Hertz)
ค่าเซนต์
(cent)
ลูกที่ ชื่อเรียก ความถี่
(Hertz)
ค่าเซนต์
(cent)
0 (สายเปล่า) ซอล 164 0 0 (สายเปล่า) โด 220 0
1 ลา 182.7 186.9 1 เร 246 193.3
2 ที 201 165.2 2 มี 267 141.8
3 โด 219.7 154 3 ฟา 297.1 184.9
4 เร 244.2 183 4 ซอล 328.2 172.3
5 มี 267.2 155.8 5 ลา 359.3 156.7
6 ฟา 297 183 6 ที 397.6 175.3
7 ซอล 328.4 173.9 7 โด 441.4 180.9
8 ลา 363 173.4 8 เร 485 163
9 ที 406 193.8 9 มี 541.7 191.4
10 โด 443.9 154.5 10 ฟา 592.6 155.4
จากตารางแสดงค่าเซ็นต์จากความถี่ข้างต้น สามารถสรุปและหาระยะห่างโดยเฉลี่ยได้ ดังนี้
ตารางที่ 6 แสดงการเปรียบเทียบระยะเสียงตามระบบเซ็นต์ในแต่ละช่วงเสียงของซึงใหญ่และค่าเฉลี่ย
เสียง ช่วงเสียงที่ 1 ช่วงเสียงที่ 2 ช่วงเสียงที่ 3 ค่าเฉลี่ย
เซ็นต์ (Cent)
โด - เร 183.8 193.3 163.3 180.1
เร - มี 155.8 141.8 191.4 163
มี - ฟา 183 184.9 155.4 174.4
ฟา - ซอล 172.3 173.9 173.1
ซอล - ลา 186.9 173.9 156.7 172.5
ลา - ที 165.2 193.8 175.3 178.1
ที - โด 154 154.5 180 162.8
จากการค านวณระยะเสียงซึงเล็กของช่างก าจร เทโวขัติ์โดยเฉลี่ย สามารถแสดงระยะเสียงซึงเล็กในแต่
ละช่วงเสียงได้ ดังนี้
1.4 สรุประยะเสียงซึง
จากการวัดระยะเสียงซึงทั้ง 3 ขนาด ของช่างก าจร เทโวขัติ์พบว่าระยะเสียงภายในซึงแต่ละ
ขนาดไม่ได้ตรงเสมอกันทั้งหมด แต่มีค่าระยะห่างที่ต่างกันเล็กน้อย โดยในซึงแต่ละขนาดผู้วิจัยได้หา
ค่าเฉลี่ยระยะห่างแต่ละเสียงของซึงโดยประมาณเพื่อแสดงให้เห็นระยะห่างโดยประมาณของเสียงจาก
ซึงฝีมือช่างก าจร เทโวขัติ์ซึ่งจากค่าโดยประมาณของซึงแต่ละขนาดสามารถสรุปเป็นค่าประมาณของ
ระบบเสียงซึง ได้ ดังนี้
ตารางที่ 7 แสดงการเปรียบเทียบระยะเสียงตามระบบเซ็นต์ซึงแต่ละขนาดและค่าเฉลี่ย
เสียง ซึงเล็ก ซึงกลาง ซึงใหญ่ ค่าเฉลี่ย
เซ็นต์ (Cent)
โด - เร 215.5 178.2 180.1 191.2
เร - มี 187.8 164.3 163 171
มี - ฟา 133.5 172.5 174.4 160
ฟา - ซอล 193 172.9 173.1 179.6
ซอล - ลา 244.9 159.9 172.5 194.3
ลา - ที 129.53 179.4 178.1 162.3
ที - โด 155 150 162.8 155.9
จากการสรุปค่าเฉลี่ยในตารางข้างต้นสามารถแสดงส่วนระยะเสียงของซึงฝีมือช่างก าจร เทโวขัติ์ใน
สัดส่วนค่าเซ็นต์ได้ ดังนี้
ภาพที่ 94 แสดงระยะเสียงของซึงฝีมือช่างก าจร เทโวขัติ์
2. สะล้อ
สะล้อเป็นเครื่องสีที่ไม่มีตัวขั้นเสียงบังคับระดับ ฉะนั้นการเลื่อนไหลของเสียงสะล้อจึงเกิดขึ้น
ได้ง่ายกว่าซึง และสามารถปรับเปลี่ยนไปตามการได้ยินเสียงและความเหมาะสมของระดับเสียงตามผู้
บรรเลงเห็นควรได้ ซึ่งโดยปรกติดและทั้งการตั้งเสียงของซึงและสะล้อนั้นอ้างอิงเสียงต้นจากเสียงขลุ่ย
อีกต่อหนึ่ง การวัดระดับเสียงของสะล้อจึงต้องอ้างอิงเสียงจากเครื่องดนตรีที่มีการก าหนดตายตัวเสมอ
ในกรณีนี้ผู้วิจัยวัดระยะเสียงสะล้อด้วยการให้นักดนตรีทดลองตั้งเสียงและสีแต่ละเสียงโดยอ้างอิงจาก
เสียงของซึง ซึ่งเป็นงานสร้างเครื่องดนตรีจากช่างคนเดียวกัน จากนั้นจึงวัดความถี่ของเสียงแล้วน ามา
แทนค่าในสูตรค านวณ C = 1200 × log2
(f2 / f1) โดยก าหนดให้ log2 = 0.301029995 ปรากฏ
ระยะเสียง ดังนี้
2.1 สะล้อเล็ก
ตารางที่ 8 แสดงชื่อเรียกเสียง ค่าความถี่ (Hertz) และระยะเสียงตามระบบเซ็นต์ (cent) ของสะล้อ
เล็ก
สายทุ้ม สายเอก
นิ้วที่ ชื่อเรียก ความถี่
(Hertz)
ค่าเซนต์
(cent)
นิ้วที่ ชื่อเรียก ความถี่
(Hertz)
ค่าเซนต์
(cent)
0 (สายเปล่า) ซอล 330.3 0 0 (สายเปล่า) โด 443.2 0
1 ลา 373.5 212.7 1 เร 494.5 189.6
2 ที 393 96.8 2 มี 534 133
3 โด 443.7 201.2 3 ฟา 585 157.9
4 เร 494 185.9 4 ซอล 661.3 212.2
จากตารางแสดงค่าเซ็นต์จากความถี่ข้างต้น สามารถสรุปและหาระยะห่างโดยเฉลี่ยได้ ดังนี้
ตารางที่ 9 แสดงการเปรียบเทียบระยะเสียงตามระบบเซ็นต์ในแต่ละช่วงเสียงของสะล้อเล็กและ
ค่าเฉลี่ย
เสียง ช่วงเสียงที่ 1 ช่วงเสียงที่ 2 ค่าเฉลี่ย
เซ็นต์ (Cent)
โด - เร 185.9 189.6 187.5
เร - มี 133 133
มี - ฟา 157.9 157.9
ฟา - ซอล 212.2 212.2
ซอล - ลา 212.7 212.7
ลา - ที 96.8 96.8
ที - โด 201.2 201.2
จากตารางแสดงค่าเซ็นต์จากความถี่ข้างต้นสามารถแสดงระยะเสียงของซึงฝีมือช่างก าจร เทโวขัติ์ใน
สัดส่วนค่าเซ็นต์ได้ ดังนี้
2.2 สะล้อกลาง
ตารางที่ 10 แสดงชื่อเรียกเสียง ค่าความถี่ (Hertz) และระยะเสียงตามระบบเซ็นต์ (cent) ของสะล้อ
กลาง
สายทุ้ม สายเอก
นิ้วที่ ชื่อเรียก ความถี่
(Hertz)
ค่าเซนต์
(cent)
นิ้วที่ ชื่อเรียก ความถี่
(Hertz)
ค่าเซนต์
(cent)
0 (สายเปล่า) โด 437 0 0 (สายเปล่า) ซอล 664.1 0
1 เร 490.7 200.6 1 ลา 750 210.5
2 มี 544.2 179.1 2 ที 808.1 129.1
3 ฟา 581.9 115.9 3 โด 884.5 156.3
4 ซอล 663 225.8 4 เร 985.7 187.5
จากตารางแสดงค่าเซ็นต์จากความถี่ข้างต้น สามารถสรุปและหาระยะห่างโดยเฉลี่ยได้ ดังนี้
ตารางที่ 11 แสดงการเปรียบเทียบระยะเสียงตามระบบเซ็นต์ในแต่ละช่วงเสียงของสะล้อกลางและ
ค่าเฉลี่ย
เสียง ช่วงเสียงที่ 1 ช่วงเสียงที่ 2 ค่าเฉลี่ย
เซ็นต์ (Cent)
โด - เร 200.6 187.5 194
เร - มี 179.1 179.1
มี - ฟา 115.9 115.9
ฟา - ซอล 225.8 225.8
ซอล - ลา 210.5 210.5
ลา - ที 129.1 129.1
ที - โด 156.3 156.3
จากตารางแสดงค่าเซ็นต์จากความถี่ข้างต้นสามารถแสดงระยะเสียงของซึงฝีมือช่างก าจร เทโวขัติ์ใน
สัดส่วนค่าเซ็นต์ได้ ดังนี้
2.3 สะล้อใหญ่
ตารางที่ 12 แสดงชื่อเรียกเสียง ค่าความถี่ (Hertz) และระยะเสียงตามระบบเซ็นต์ (cent) ของสะล้อ
ใหญ่
สายทุ้ม สายเอก
นิ้วที่ ชื่อเรียก ความถี่
(Hertz)
ค่าเซนต์
(cent)
นิ้วที่ ชื่อเรียก ความถี่
(Hertz)
ค่าเซนต์
(cent)
0 (สายเปล่า) ซอล 328.2 0 0 (สายเปล่า) โด 441.2 0
1 ลา 367 193.4 1 เร 490 181.6
2 ที 401.6 155.9 2 มี 543 177.8
3 โด 438.1 150.6 3 ฟา 578.5 109.6
4 เร 493.3 205.4 4 ซอล 662.9 235.7
จากตารางแสดงค่าเซ็นต์จากความถี่ข้างต้น สามารถสรุปและหาระยะห่างโดยเฉลี่ยได้ ดังนี้
ตารางที่ 13 แสดงการเปรียบเทียบระยะเสียงตามระบบเซ็นต์ในแต่ละช่วงเสียงของสะล้อใหญ่และ
ค่าเฉลี่ย
เสียง ช่วงเสียงที่ 1 ช่วงเสียงที่ 2 ค่าเฉลี่ย
เซ็นต์ (Cent)
โด - เร 205.4 181.6 193.5
เร - มี 177.8 177.8
มี - ฟา 109.6 109.6
ฟา - ซอล 235.7 235.7
ซอล - ลา 193.4 193.4
ลา - ที 155.9 155.9
ที - โด 150.6 150.6
จากตารางแสดงค่าเซ็นต์จากความถี่ข้างต้นสามารถแสดงระยะเสียงของซึงฝีมือช่างก าจร เทโวขัติ์ใน
สัดส่วนค่าเซ็นต์ได้ ดังนี้
1.4 สรุประยะเสียงสะล้อ
จากการวัดระยะเสียงสะล้อทั้ง 3 ขนาด ของช่างก าจร เทโวขัติ์โดยอ้างอิงจากเสียงซึง พบว่า
ระยะเสียงภายในสะล้อแต่ละขนาดไม่ได้ตรงเสมอกันทั้งหมด ทั้งยังไม่ตรงเสมอกับเสียงซึงอย่างพอดีอีก
ด้วย โดยมีเสียงที่เหลื่อมกันอยู่บ้าง ท าให้มีค่าระยะห่างเสียงที่ต่างกันกับซึงอยู่เล็กน้อย ซึ่งผู้วิจัยได้สรุป
หาค่าเฉลี่ยโดยประมาณของระยะห่างแต่ละเสียงของของสะล้อ เพื่อแสดงให้เห็นระยะห่างเสียงฝีมือ
ช่างก าจร เทโวขัติ์จากการหาค่าเฉลี่ยของระยะค่าเซ็นต์ที่ได้จากสะล้อแต่ละขนาด ซึ่งมีรายละเอียด
ดังนี้
ตารางที่ 14 แสดงการเปรียบเทียบระยะเสียงตามระบบเซ็นต์ของสะล้อแต่ละขนาดและค่าเฉลี่ย
เสียง สะล้อเล็ก สะล้อกลาง สะล้อใหญ่ ค่าเฉลี่ย
เซ็นต์ (Cent)
โด - เร 187.5 194 193.5 191.6
เร - มี 133 179.1 177.8 163.3
มี - ฟา 157.9 115.9 109.6 127.8
ฟา - ซอล 212.2 225.8 235.7 224.5
ซอล - ลา 212.7 210.5 193.4 205.5
ลา - ที 96.8 129.1 155.9 127.2
ที - โด 201.2 156.3 150.6 169.3
จากการสรุปค่าเฉลี่ยในตารางข้างต้นสามารถแสดงส่วนระยะเสียงของซึงฝีมือช่างก าจร เทโวขัติ์ใน
สัดส่วนค่าเซ็นต์ได้ ดังนี้
4.2.4 สรุประบบเสียงของ ซึง และ สะล้อ
จากการศึกษาระบบเสียงซึงและสะล้อของช่างก าจร เทโวขัติ์ พบว่าการสร้างระบบเสียงบน
เครื่องดนตรีทั้งสองอ้างอิงเสียงจากระบบเสียงดั้งเดิมของดนตรีล้านนา โดยเครื่องดนตรีที่เป็นตัวหลัก
ของการก าหนดเสียงคือซึง เพราะมีนม (Fret) บังคับตายตัว ซึ่งการก าหนดระบบเสียงของซึงส าหรับ
เป็นหลักเสียงที่แน่นอนนั้น ส่วนที่ 1 ได้จากการสร้างซึงให้มีขนาดความยาวตามสัดส่วนที่ก าหนด
เฉพาะ ในข้อ 4.2.2 การสร้างซึง
ส่วนที่ 2 ได้จากการติดระยะของนมแต่ละลูก ส่วนนี้ได้จากการเทียบระยะจากสัดส่วนที่วัดไว้
จากซึงในอดีตที่สืบทอดกันมา จากการศึกษาระยะเสียงซึงจากการสร้างด้วยวิธีดังกล่าวของช่างก าจร
เทโวขัติ์สามารถวัดเสียงของซึงที่ได้ค่าระยะห่างแตกต่างกันเล็กน้อยจากซึง 3 ขนาด คือ ซึงเล็ก ซึง
กลาง และซึงใหญ่ ซึ่งสามารถค านวณค่าเฉลี่ยของระยะเสียงโดยประมาณได้ ดังนี้
1. จากเสียง โด ไปหาเสียง เร 191.2 เซ็นต์
2. จากเสียง เร ไปหาเสียง มี 171 เซ็นต์
3. จากเสียง มีไปหาเสียง ฟา 160 เซ็นต์
4. จากเสียง ฟา ไปหาเสียง ซอล 179.6 เซ็นต์
5. จากเสียง ซอล ไปหาเสียง ลา 194.3 เซ็นต์
6. จากเสียง ลา ไปหาเสียง ที 162.3 เซ็นต์
7. จากเสียง ที ไปหาเสียง โด 155.9 เซ็นต์
ขณะที่เสียงสะล้อนั้นแตกต่างออกไปเนื่องจากสะล้อเป็นเครื่องดนตรีที่ไม่มีนมคอยบังคับระยะ
เสียง ส่วนเสียงของสะล้อจึงสามารถเคลื่อนไปมาได้ โดยระบบเสียงของสะล้อของช่างก าจร เทโวขัติ์
นั้น สร้างขึ้นจากองค์ประกอบของเครื่องดนตรีส าคัญ 3 ส่วน ได้แก่ 1. สัดส่วนความยาวของตัวสะล้อ
2. ต าแหน่งของรัดอก 3. การตั้งสายและต าแหน่งการกดนิ้ว โดย 2 ส่วนแรกนั้นเป็นตัวก าหนด
ช่วงเสียงโดยประมาณ ซึ่งเป็นส่วนที่ก าหนดได้จากการสร้างของช่าง แต่ส่วนที่ 3 นั้นเป็นส่วนที่ก าหนด
จากตัวผู้บรรเลงเป็นหลัก ซึ่งในการศึกษาการหาระบบเสียงสะล้อของช่างก าจร เทโวขติ์ นี้ผู้วิจัย
ก าหนดให้นักดนตรีสีสะล้อโดยอ้างอิงการตั้งเสียงและระยะเสียงของซึงเป็นหลัก ผลปรากฏว่าระยะ
เสียงที่บรรเลงนั้นไม่ได้มีระยะที่เท่ากันกับซึงเสียทั้งหมด หากแต่มีความคราดเคลื่อนอยู่บ้างเล็กน้อย
แม้ว่าจะตั้งเสียงต้นเท่ากับซึงก็ตาม โดยสามารถอนุมาณได้ว่าระยะเสียงที่นักดนตรีบรรเลงสะล้อที่
อ้างอิงตามระยะเสียงของซึงจากช่างเดียวกัน เป็นระบบเสียงสะล้อที่เป็นตัวแทนระบบเสียงจากฝีมือ
งานของช่างก าจร เทโวขัติ์ ซึ่งได้สืบทอดองค์ความรู้วิชาช่างมาจากครูบุญรัตน์ ทิพยรัตน์ โดยวัดระยะ
เสียงของสะล้อได้ ดังนี้
1. จากเสียง โด ไปหาเสียง เร 191.6 เซ็นต์
2. จากเสียง เร ไปหาเสียง มี 163.3 เซ็นต์
3. จากเสียง มี ไปหาเสียง ฟา 127.8 เซ็นต์
4. จากเสียง ฟา ไปหาเสียง ซอล 224.5 เซ็นต์
5. จากเสียง ซอล ไปหาเสียง ลา 205.5 เซ็นต์
6. จากเสียง ลา ไปหาเสียง ที 127.2 เซ็นต์
7. จากเสียง ที ไปหาเสียง โด 169.3 เซ็นต
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น