กลองสองหน้า สันนิษฐานว่าเริ่มนำมาใช้ในสมัยรัชกาลที่ 2 มีลักษณะคล้ายลูกเปิงมาง แต่ใหญ่กว่า หน้ากลองด้านกว้างเส้นผ่านศูนย์กลาง 21-24 เซนติเมตร ด้านเล็กเส้นผ่านศูนย์กลาง 20-22 เซนติเมตร ตัวกลองยาว 55-58 เซนติเมตร ใช้ในวงปี่พาทย์เสภาและใช้ตีประกอบจังหวะการเดี่ยวเครื่องดนตรีต่างๆด้วย
ไม้ที่นิยมทำกลองสองหน้า ได้แก่ ไม้ซอ หรือไม้ขนุนแต่ที่นิยมคือไม้ประดู่โดยเฉพาะอย่างยิ่งไม้ประดู่เหลือง หนังหุ้มกลองที่นิยมใช้หุ้มหน้ากลอง คือหนังวัว ซึ่งต้องขูดเศษเนื้อ และเอ็นออกให้หมดจากด้านใน และ ด้านนอกสล่าบางคนเหลือขนติดไว้บางบริเวณที่เป็นขอบกลอง โดยมีเหตุผลว่าเพื่อบริเวณที่รับแรงดึงมากกว่า บริเวณอื่นๆ มีความทนทานมากขึ้น
นอกจากหนังวัวแล้ว สล่าบางคนเห็นว่าหนังของ"เยือง" หรือเลียงผาเป็นหนังที่ใช้หุ้มกลองได้ดีมาก เพราะหนังของ เยืองนุ่มกว่าหนังวัว จึงทำให้เสียงนุ่มหูกว่า แต่เยืองเป็นสัตว์ที่หายาก หนังเยืองจึงกลายเป็นหนังในอุดมคติและหนัง วัวจึงถูกนำมาใช้จริงๆหนังวัวที่ดีนั้นควรได้จากหนังวัวหนุ่ม หรือวัวตัวเมียที่ตกลูกไม้เกิน 2 ครอก มิฉะนั้นหนังจะหยาบกระด้างเกินไปนอกจากนี้ท่าเป็นไปได้ สล่าจะพอใจในหนังที่อยู่ข้างบนในเวลาวัวนอนเนื่องจากวัวนอนตะเเคงด้านเดียวเสมอก่อนหุ้มกลอง หนังจะถูกขึงกับกงล้อจักรยานให้ตึง เมื่อแห้งได้ที่สล่าจะนำห่วงกลมขนาดพอสวมหน้ากลองได้ มาทับ กับหนัง แล้วตัดหนังรอบๆห่วงโดยเผื่อพับไว้ไม่น้อยกว่า 2 นิ้ว จากนั้นสล่าจะเอาน้ำลูบหนังให้อ่อนตัวเพื่อพับเข้ากับตัว และเจาะรูร้อยหนังหรือเชือก และทำเป็นห่วงโดยรอบเรียกว่า"สายหูหิ่ง"เมื่อพร้อมเสร็จจะนำไปปิดหน้า กลองได้สายขึ้นหน้ากลอง หรือ"หนังชัก"นั้น ปกติใช้หนังซึ่งตัดเป็นเส้นยาวๆและปิดเกลียวไว้ถ้าเป็นกลองขนาดใหญ่อาจใช้หนังควายทำเพราะเหนียวและทนทานมากสล่าส่วนมากต้องการใช้เส้นหนังทำหนังชักแต่ถ้าหาไม้ได้ก็จะใช้เชือกไนลอน ซึ่งหาง่ายจากตลาด การใช้เชือกล่อนไม่มีผลเสียต่อเสียงกลอง จึงทำใหส้ล่าจำนวนมากต้องใช้เชือกไนล่อนแทน เส้นหนังการแต่งเสียงกลอง เป็นงานที่สำคัญงานหนึ่งของสล่ากลอง เป็นทั้งงานลำดับสุดท้ายและงานต่อเนื่องที่ไม่มีวันสิ้นสุด การขหนังหน้ากลองเมื่อเวลาจะใช้งาน คือ ภารกิจหลัก ซึ่งไม่มีข้อยุ้งยากแต่ประการใด และก่อนใช้งาน นอกจากขึ้นหนังกลองให้ได้ที่แล้ว ยังต้องมีการติด"จ่ากลอง"และตีเสียงฟังควบคู่ไปด้วย
ปัจจุปันนี้ กลองสองหน้ามีราคาประมาณ 1000 ขึ้นไป
ไม้ที่นิยมทำกลองสองหน้า ได้แก่ ไม้ซอ หรือไม้ขนุนแต่ที่นิยมคือไม้ประดู่โดยเฉพาะอย่างยิ่งไม้ประดู่เหลือง หนังหุ้มกลองที่นิยมใช้หุ้มหน้ากลอง คือหนังวัว ซึ่งต้องขูดเศษเนื้อ และเอ็นออกให้หมดจากด้านใน และ ด้านนอกสล่าบางคนเหลือขนติดไว้บางบริเวณที่เป็นขอบกลอง โดยมีเหตุผลว่าเพื่อบริเวณที่รับแรงดึงมากกว่า บริเวณอื่นๆ มีความทนทานมากขึ้น
นอกจากหนังวัวแล้ว สล่าบางคนเห็นว่าหนังของ"เยือง" หรือเลียงผาเป็นหนังที่ใช้หุ้มกลองได้ดีมาก เพราะหนังของ เยืองนุ่มกว่าหนังวัว จึงทำให้เสียงนุ่มหูกว่า แต่เยืองเป็นสัตว์ที่หายาก หนังเยืองจึงกลายเป็นหนังในอุดมคติและหนัง วัวจึงถูกนำมาใช้จริงๆหนังวัวที่ดีนั้นควรได้จากหนังวัวหนุ่ม หรือวัวตัวเมียที่ตกลูกไม้เกิน 2 ครอก มิฉะนั้นหนังจะหยาบกระด้างเกินไปนอกจากนี้ท่าเป็นไปได้ สล่าจะพอใจในหนังที่อยู่ข้างบนในเวลาวัวนอนเนื่องจากวัวนอนตะเเคงด้านเดียวเสมอก่อนหุ้มกลอง หนังจะถูกขึงกับกงล้อจักรยานให้ตึง เมื่อแห้งได้ที่สล่าจะนำห่วงกลมขนาดพอสวมหน้ากลองได้ มาทับ กับหนัง แล้วตัดหนังรอบๆห่วงโดยเผื่อพับไว้ไม่น้อยกว่า 2 นิ้ว จากนั้นสล่าจะเอาน้ำลูบหนังให้อ่อนตัวเพื่อพับเข้ากับตัว และเจาะรูร้อยหนังหรือเชือก และทำเป็นห่วงโดยรอบเรียกว่า"สายหูหิ่ง"เมื่อพร้อมเสร็จจะนำไปปิดหน้า กลองได้สายขึ้นหน้ากลอง หรือ"หนังชัก"นั้น ปกติใช้หนังซึ่งตัดเป็นเส้นยาวๆและปิดเกลียวไว้ถ้าเป็นกลองขนาดใหญ่อาจใช้หนังควายทำเพราะเหนียวและทนทานมากสล่าส่วนมากต้องการใช้เส้นหนังทำหนังชักแต่ถ้าหาไม้ได้ก็จะใช้เชือกไนลอน ซึ่งหาง่ายจากตลาด การใช้เชือกล่อนไม่มีผลเสียต่อเสียงกลอง จึงทำใหส้ล่าจำนวนมากต้องใช้เชือกไนล่อนแทน เส้นหนังการแต่งเสียงกลอง เป็นงานที่สำคัญงานหนึ่งของสล่ากลอง เป็นทั้งงานลำดับสุดท้ายและงานต่อเนื่องที่ไม่มีวันสิ้นสุด การขหนังหน้ากลองเมื่อเวลาจะใช้งาน คือ ภารกิจหลัก ซึ่งไม่มีข้อยุ้งยากแต่ประการใด และก่อนใช้งาน นอกจากขึ้นหนังกลองให้ได้ที่แล้ว ยังต้องมีการติด"จ่ากลอง"และตีเสียงฟังควบคู่ไปด้วย
ปัจจุปันนี้ กลองสองหน้ามีราคาประมาณ 1000 ขึ้นไป
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น