วันจันทร์ที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2566

ปี่ใน

  ปี่ในเป็นเครื่องดนตรีประเภทเป่าที่กำเนิดเสียงจากการสั่นสะเทือนของลิ้นปี่ และเปลี่ยนระดับเสียงไปตามตำแหน่งนิ้วที่ปิดรูซึ่งเรียงอยู่บนเลาปี่
         มีส่วนประกอบที่สำคัญ 2 ส่วนคือ
         1.เลาปี่ ทำจากไม้เนื้อแข็ง ชนิดต่างๆ เช่น พยุง ชิงชัน มะเกลือ หรือแม้แต่งาช้าง และหินอ่อน โดยกลึงขึ้นรูปให้มีลักษณะบานที่หัวท้าย ตอนกลางป่อง ตรงกลางกลวงตลอด ด้านหัวท้ายมีแป้นไม้หรือกระดูกสัตว์ งาช้าง กลึงเป็นแผ่นบางขนาดเท่าความกว้างของเลาปี่ ติดประกบ เรียกว่า ทวนบน และทวนล่าง ในอดีตนั้นทวนล่างสามารถถอดออกได้เพื่อปรับเสียงปี่ให้สูงขึ้น ตัวเลาปี่เจารู 6 รู เป็นตำแหน่งของนิ้ว โดยตอนบนเจาะเรียง 4 รู แล้วเว้นช่วงไว้ ตอนล่าง เจาะอีก 2 รู ซึ่งแตกต่างกับเครื่องเป่าประเภทขลุ่ย รอบเลาปี่กลึงเป็นเกลียวควั่นเพื่อความกระชับในการจับป้องกันการไหลลื่นเมื่อถือบรรเลง เลาปี่ในนั้นมีความยาวประมาณ 41-42 ซม. กว้าง ประมาณ 4.5 ซม.
         2.ลิ้นปี่ ทำจากใบตาลแห้ง ตัดบางซ้อนกัน 4 ชิ้น แล้วผูกติดกับแท่งโลหะเล็กๆ (เรียกว่าการผูกแบบตะกรุดเบ็ด) ซึ่งทำจาก นาค ทองเหลือง หรือเงิน เรียกว่า กำพวด แล้วจึงนำปลายด้านหนึ่งของกำพวดเสียบเข้ากับรูบริเวณทวนบนของเลาปี่
         แม้ปี่จะมีรูนิ้วเพียง 6 รู แต่ก็สามารถประดิษฐ์เสียงได้มากกว่า 20 เสียง ทั้งยังสามารถทำเสียงเลียนเสียงร้องของนักร้องได้อย่างสนิทสนม
         ปี่มีบทบาทสำคัญมากในวงปี่พาทย์ไทย บรรเลงประกอบการแสดงโขน ละครนอก ซึ่งผู้บรรเลงเป็นชาย ภายหลังเมื่อมีการปรับปรุงการแสดงการแสดงละครที่ผู้แสดงเป็นผู้หญิง จึงปรับระดับเสียงของปี่ให้นุ่มนวลขึ้น จึงเรียกปี่ชนิดที่เกิดขึ้นใหม่ว่า ปี่ใน ส่วนปี่ที่ใช้อยู่เดิมจึงเรียกว่าปี่นอก ส่วนปี่กลางนั้นใช้บรรเลงประกอบการแสดงหนังใหญ่                            
ปี่ใน เป็นปี่ที่มีขนาดใหญ่และมีเสียงต่ำ ในบรรดาเครื่องเป่าที่มีลิ้นตระกูลปี่ใน ลักษณะเป็นปี่ท่อนเดียว ลำปี่ที่ทำหน้าที่เป็นตัวขยายเสียงเรียกว่า"เลา" เป็นเครื่องเป่าที่มีลิ้น ผสมอยู่ในวงปี่พาทย์มาแต่โบราณ ที่เรียกว่า " ปี่ใน " ก็เพราะว่า ปี่ชนิดนี้ เทียบเสียงตรงกับระดับเสียงที่เรียกว่า " เสียงใน " ซึ่งเป็นระดับเสียงที่วงปี่พาทย์ไม้แข็ง บรรเลงเป็นพื้นฐาน ปี่ในใช้บรรเลงในวงปี่พาทย์เครี่องห้า วงปี่พาทย์เครื่องคู่ วงปี่พาทย์เครื่องใหญ่ และได้ใช้ประกอบการแสดงละครใน
ลักษณะของปี่ใน
เลาปี่ทำมาจากไม้ เช่น ไม้พยุง ไม้ชิงชัน มีความยาวประมาณ 42 เซนติเมตร ความกว้างประมาณ 4 เซนติเมตร มีลักษณะหัวบานท้ายและป่องตรงกลาง เจาะรูกลางตลอดเลา ด้านบนมีรูเล็กใช้เสียบลิ้นปี่ ด้านล่างรูจะใหญ่ บริเวณเลาปี่ที่ป่องตรงกลางจะเจาะรู 6 รู ลิ้นปี่ทำจากใบตาลนำมาตัดซ้อนกัน 4 ชั้น ตัดผูกกับท่อทองเหลืองเล็กๆ เรียกว่า"กำพวด" ตัวเลาทำด้วยไม้ชิงชัน หรือไม้พยุง กลึงให้ป่องกลาง และบานปลายทั้งสองข้าง ตัวเลาปี่นอกจากจะทำด้วยไม้ แล้วยังพบปี่ซึ่งทำด้วยหิน เป็นของเก่าแต่โบราณ
ภายในเจาะ เป็นรูกลวงตลอดหัวท้ายมีรูสำหรับเปิดปิดนิ้ว 6 รู โดยให้ 4 รูบนเรียงลำดับเท่ากันเว้นห่างพอควร อีก 2 รูอยู่ระหว่างช่องตอนกลางของแต่ละรู ตอนท้ายของเลาปี่จะมีวัสดุกลมแบน ทำด้วยยาง หรือไม้มาเสริม โดยเฉพาะตอนบน สำหรับสอดใส่ลิ้นปี่ เรียกว่า " ทวนบน " ส่วนตอนล่างจะใช้ตะกั่วมาต่อสำหรับลดเลื่อนเสียงเรียกว่า " ทวนล่าง " ลิ้นปี่ประกอบด้วย กำพวด ทำด้วยโลหะ ลักษณะกลมเล็ก เรียว ภายในโปร่งข้างหนึ่งเล็ก ข้างหนึ่งใหญ่ ใบตาล ใช้ใบตาลแก่และแกร่งตัดซ้อน เป็น 4 ชั้น หรือ 4 กรีบ ผูกรัดด้วยเชือกในลักษณะเงื่อน" ตะกรุดเบ็ด " ให้ติดกับกำพวดทางด้านเล็กส่วน ทางด้านใหญ่จะถักหรือเคียนด้วยเส้นเล็กๆ มีขนาดพอดีกับรูปี่ด้านบน (รูเป่า) เพื่อสอดใส่ลิ้นปี่ให้แน่น
วิธีการเล่น
จากหลักการเป่าปี่ดังกล่าว ก่อให้เกิดวิธีเป่าและเสียงปี่ที่เป็นพื้นฐานดังนี้
เสียงตือ คือเสียงเร
เสียงฮอ คือเสียงเร (เสียงเดียวกับ เสียงที่ 1 แต่นิ้วต่างกัน)
เสียงแฮ คือเสียงมี
เสียงฮือฮอๆ คือเสียงซอล-มี
เสียงตอ คือเสียงลา
เสียงแต คือเสียงที
เสียงอือ คือเสียงเรบน (แหบ)
เสียงอื๊อ คือเสียงมีบน (แหบ)
เสียงอือ คือเสียงเรบน (แหบ)เหมือนกับ เลข 7
เสียงตอ คือเสียงลา (เหมือนกับหมายเลข 5)
เสียงตือ คือเสียงซอล (แต่เป็นเสียงบน ที่ใช้บังคับนิ้วเช่นเดียวกับตือ-เรแต่ใช้ลมดันต่างกัน)
เสียงแต่ คือเสียงฟา
เสียงตือ คือเสียงซอล (เหมือนหมายเลข 11)
เสียงตอล็อก คือเสียงลา (แต่ต่างกันเนื่องจากการบังคับลิ้นปี่)

                                                      

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

ปี่จุม

  ปี่จุมเป็นเครื่องดนตรีพื้นบ้านล้านนา ไม่ทราบประวัติความเป็นมาที่ชัดเจน เลาปี่ทำจากลำไม้รวก ปลายด้านหนึ่งบริเวณรูเป่าเจาะทะลุเป็นรูปสี่เหล...