วันจันทร์ที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2566

ซอกันตรึม

 ซอกันตรึม
         ซอกันตรึม หรือตรัวกันตรึม เป็นเครื่องดนตรีประเภทเครื่องสีที่มีบทบาทสำคัญในวงกันตรึมของอีสานใต้มาช้านาน คันทวนหรือตัวซอทำจากไม้หลากชนิดที่หาได้ในท้องถิ่น กล่องเสียงขึงด้วยหนังงูเหลือม มีคันชักผูกเชือกหางม้า หรือไนล่อนทำหน้าที่ถูลงบนสายโลหะจำนวน 2 สาย ที่พาดขึงในลักษณะเดียวกันกับซอในภาคกลาง เพื่อให้เกิดเสียง
         ซอกันตรึมนั้นมีขนาดที่แตกต่างกันไปตามวัตถุประสงค์ของผู้ใช้งาน โดยสามารถแบ่งออกได้เป็น 3 ขนาด คือ
         1.ตรัวจี้ เป็นซอที่มีขนาดเล็กที่สุด เทียบเสียงเป็น คู่ 5
         2.ตรัวเอก เป็นซอขนาดกลาง เทียบเสียงเป็นคู่ 4
         3.ตรัวทม เป็นซอขนาดใหญ่ เทียบสายเป็นคู่ 5 
                                                                                 ประวัติเป็นมาของซอกันตรึม
          ซอกันตรึมเป็นเครื่องดนตรีของกลุ่มชาวไทยเชื้อสายเขมรและชาวไทยอีสาน เป็นเครื่องสายใช้สี ทำด้วยไม้ กะโหลกซอขึงด้วยหนังงูหรือหนังจำพวกตะกวด มีช่องเสียง อยู่ด้านตรงข้ามหน้าซอ คันชักอยู่ระหว่างสาย ขนาดของซอแตกต่างกันไปตามความ ประสงค์ของผู้สร้าง โดยทั่วไปมี 3 ขนาด คือ ขนาดเล็กเรียก ตรัวจี้ ขนาดกลางเรียกตรัวเอก ขนาดใหญ่เรียกตรัว บางครั้งจะเห็นมีการดัดแปลงประยุกต์กระโหลกซอโดยใช้กระป๋องหรือปี๊บซึ่งอาจเรียกแทนว่า ซอกระป๋องหรือซอปี๊บ
          ซอกันตรึมเป็นเครื่องดนตรีชนิดหนึ่งที่ใช้ร่วมกับวงดนตรีกันตรึม  มีปรากฏในภาคอีสานมานานแล้ว  โดยใช้ในการละเล่นพื้นเมืองของชาวไทยเชื้อสายเขมรในเขตอีสานใต้ ซึ่งเป็นชุมชนที่ใช้ภาษาเขมรเป็นภาษาถิ่น เช่น จังหวัดสุรินทร์ บุรีรัมย์ และศรีสะเกษ ตามประวัติแต่โบราณใช้สำหรับขับร้องประกอบการร่ายรำบวงสรวง รำคู่ และรำหมู่ ต่อมามีวิวัฒนาการของการเล่นคล้ายกับการเล่นเพลงปฏิพากย์ ในภาคกลาง มีกลองที่เรียกว่า 'กลองกันตรึม' เป็นหลัก เมื่อตีเสียงจะออกเป็นเสียง กันตรึม โจ๊ะ ตรึม ตรึม การเล่นจะเริ่มด้วยบทไหว้ครู เพื่อระลึกถึงคุณของพระพุทธเจ้า พระวิศวกรรม ครูบาอาจารย์ และเริ่มทักทายกัน เล่นได้ทุกโอกาสไม่กำหนดว่าเป็นงานมงคลหรืออวมงคล วงดนตรีประกอบด้วย กลอง ซอ ปี่อ้อ ขลุ่ย ฉิ่ง กรับ ฉาบ กล่าวกันว่า ท่วงทำนองของเพลงกันตรึมมีกว่า ๑๐๐ ทำนอง บทเพลงจะเกี่ยวกับเรื่องเบ็ดเตล็ด ตั้งแต่เกี้ยวพาราสี โอ้โลม ชมธรรมชาติ แข่งขันปฏิภาณ สู่ขวัญ เล่าเรื่อง ฯลฯ
             การแต่งกาย แต่งตามประเพณีของท้องถิ่น ผู้หญิงนุ่งซิ่น เสื้อแขนกระบอก ผ้าสไบเฉียงห่มทับ ผู้ชายนุ่งโจงกระเบน เสื้อคอกลมแขนสั้น ผ้าไหมคาดเอวและพาดไหล่  วงดนตรีกันตรึมพื้นบ้านแบบเดิม มีเครื่องดนตรีครบชุด ประกอบด้วย กลองกันตรึม 2 ลูก ซอตรัวเอก 1 คัน ปี่อ้อ 1 เลา ขลุ่ย 1 เลา ฉิ่ง  1 คู่ กรับ 1 คู่   ผู้เล่นมีประมาณ 6 - 8 คน และมีนักร้องชาย - หญิง โดยทั่ว ๆ ไป มักนิยมให้มีชาย 2 คน หญิง 2 คน ถ้าเครื่องดนตรีไม่ครบตามที่กล่าวไว้ วงกันตรึมบางคณะก็อาจจะอนุโลมให้มีเครื่องดนตรีดังนี้ กลองกันตรึม 1 ลูก ซอกันตรึม 1 คัน  ฉิ่ง 1 คู่ ซึ่งก็จะมีนักดนตรี เพียง 4 คน  และอาจจะมีนักร้องฝ่ายชาย 1 คน และฝ่ายหญิง 1 คน ซึ่งถ้าฝีมือคนเล่นซอมีความสามารถเป็นพิเศษ บรรเลงได้ไพเราะก็จะได้รับความนิยมเช่นเดียวกัน ถือว่าครบชุดเป็นวงดนตรีพื้นเมืองได้
         การใช้เครื่องดนตรีพื้นบ้าน ของชาวอีสานมักจะประดิษฐ์ขึ้นให้สอดคล้องกับธรรมชาติของเสียง ในขณะที่มีเสียงต่ำ ก็จะใช้ซออู้แทน เพื่อให้คล้ายคลึงกับเสียงผู้เฒ่า ใช้ซอด้วงแทนเสียงหนุ่มสาว ซออี้ แทนเสียงธรรมชาติ เช่น สายลมพัดพลิ้ว
        ซอกันตรึมเป็นซอ 2 สาย มีช่วงเสียงกลาง มีขนาดเล็กกว่าซออู้มีคันชักติดอยู่กึ่งกลางระหว่างสายทั้ง 2 ที่เรียกว่า สายเอก และสายทุ้ม กะลามะพร้าวที่นำมาแกะและขึ้นหน้าซอกันตรึมนั้น มักนิยมใช้กะลาชนิดพิเศษ รูปร่างกลม รี ขนาดใหญ่ ตัดปาดกะลาออกเสียด้านหนึ่ง แล้วใช้หนังแพะ หรือหนังลูกวัวขึงขึ้นหน้า กว้างประมาณ 9-10 เซนติเมตร เจาะกะโหลกทะลุตรงกลาง ทั้ง 2 ข้าง สอดคันทวนเข้าไปในรูผ่า ทะลุออกมา คันทวนทำด้วยไม้จริง เช่น ไม้ประดู่ ไม้ชิงชัน ขนาดยาวประมาณ 80 เซนติเมตรขึงสายไหมหรือเอ็นที่ปลายลูกบิด 2 เส้น สายเสียงต่ำอยู่ด้านบน สายเสียงสูง(สายเอก) อยู่ด้านล่าง ลูกบิดยาวประมาณ 17-18 เซนติเมตร นำเชือกหรือด้ายป่าน ผูกตรงกึ่งกลางคันทวน เรียกว่า “รัดอก” ที่ด้านหน้าซอ ใช้ไม้ที่มาตัดประมาณ 3 เซนติเมตร เรียกว่า หย่อง
 ลักษณะและส่วนประกอบของซอกันตรึม


                      
 
          ส่วนประกอบของซอกันตรึม สัดส่วนของซอกันตรึมนั้นจะเอาแน่นอนไม่ได้ ทั้งนี้เพราะต้นมะพร้าวไม่สามารถออกลูกให้เท่าๆกันทุกลูกได้ ด้วยเหตุนี้ซอกันตรึมจึงมีกะโหลกเล็กบ้างใหญ่บ้างไม่เท่ากัน เมื่อเป็นเช่นนี้คันซอหรือทวน จึงจำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงตามขนาดของกะโหลกซอด้วย
      1) คันซอ หรือคันทวน คันทวน มี 3 ช่วง คือ ทวนบน ทวนกลาง หรือ อก และทวนล่าง คันทวนยาวประมาณ 80 เซนติเมตร คันทวนมีลักษณะกลึงกลมเกลี้ยงค่อย ๆ ใหญ่จากโคนลงมาหาปลาย ส่วนของคันซอจากเหนือรัดอกขึ้นไปถึงยอดข้างบนเรียกว่า “ทวนบน” ทวนบนนี้กลึงกลมต่อจากทวนล่างโดยค่อย ๆ ใหญ่ขึ้นไปตอนปลายทีละน้อยเพื่อให้ดูสวยงามรับกับคันทวนที่ค่อย ๆ ใหญ่ขึ้นดังกล่าวแล้ว ตรงช่วงเหนือกะโหลกขึ้นไปประมาณ 20 เซนติเมตร เรียกว่า “ทวนล่าง” ส่วน “ทวนกลาง” นั้น ยาวประมาณ 12 เซนติเมตร อยู่ระหว่างทวนบนและทวนล่าง
       2) ลูกบิด นี้มีไว้เพื่อใช้ในการพันสายซอและบิดสายเอกและสายทุ้ม ลูกบิดอันล่างสำหรับสายเอก ลูกบิดอันบนสำหรับสายทุ้ม ลูกบิดทั้งสองอันมีลักษณะเท่ากันและเหมือนกัน
       3) สายทุ้ม ทำด้วยไหมฟั่นเป็นเกลียว สายทุ้ม (สายใหญ่) สายจะพาดอยู่บนหย่อง ระยะห่างระหว่างสายห่างกันประมาณ 0.7 เซนติเมตร  ปัจจุบันนี้ได้นำสายลอดมาใช้แทน
       4) สายเอก ทำด้วยไหมฟั่นเป็นเกลียว สายเอก (สายเล็ก) สายจะพาดอยู่บนหย่อง ระยะห่างระหว่างสายห่างกันประมาณ 0.7 เซนติเมตร  ปัจจุบันนี้ได้นำสายลอดมาใช้แทน
       5) รัดอก อยู่ตรงทวนกลาง รัดอกจะรัดสายซอทั้งสองเข้ากับคันซอ วัสดุที่ใช้ทำรัดอกควรใช้สายเอกซอกันตรึม ความกว้างของรัดอกที่เหมาะสม คือประมาณ 0.5 เซนติเมตร ระยะของรัดอกระหว่างคันทวนถึงสายซอประมาณ 2.5 เซนติเมตร ขอบบนของรัดอกซอ อยู่ต่ำกว่าลูกบิดสายเอกประมาณ 0.6 เซนติเมตร
       6) มีรูปร่างเป็นไม้ หรือวัสดุอื่นๆ ตามความเหมาะสม ชิ้นเล็กๆ เป็นสะพานเสียงระหว่างสายซอ และหน้าซอ
       7) ก้านคันชัก หรือบางทีเรียกว่า “คันสี” ทำด้วยไม้เนื้อแข็งชนิดเดียวกับคันทวน มีลักษณะกลึงกลมให้เป็นคันคล้าย ๆ คันศร ความยาวประมาณ 74 เซนติเมตร ก้านคันชักนี้ต้องมีหางม้าขึงตึงประกอบด้วย
       8) กะโหลกซอ เป็นเหมือนกล่องเสียงของซอกันตรึม กะโหลกซอทำด้วยกะลามะพร้าว หน้ากะโหลกลึกประมาณ 8-9 เซนติเมตร กว้างและยาวประมาณ 9-10 เซนติเมตร ท้ายกะโหลกซอนี้จะแกะสลัก เพื่อเป็นช่องสำหรับให้เสียงออก หรืออาจเป็นรูปอื่น ๆ ตามความต้องการและฝีมือของช่างแกะสลักที่จะตกแต่งให้เกิดความสวยงาม
       9) หางม้า ที่เรียกว่า “หางม้า” ก็เพราะนำเอาหางม้าจริงๆ มาใช้ทำคันชักซอ แต่ในปัจจุบันหางม้าจริงๆ มีราคาแพง จึงหันมาใช้ไนล่อนแทนหางม้า ไนล่อนนี้ทำขึ้นเป็นเส้นละเอียดเหมือนหางม้า แต่ไม่มีปุ่มเล็กๆ เหมือนหางม้าจริงๆ จึงทำให้ลื่น ฉะนั้นจึงต้องใช้ยางสนถูไปมาที่ไนล่อนเพื่อให้เกิดความฝืดเวลาสีซอจะทำให้เกิดเสียงดัง จำนวนเส้นของหางม้าหรือไนล่อนนี้ ไม่น้อยกว่า 250 เส้น
       10) หนังหน้าซอ กะโหลกซอจะขึ้นหน้าด้วยหนังวัวหรือหนังแพะ ถ้าเป็นกะโหลกที่ดีจริง ๆ แล้ว มักจะขึ้นด้วยหนังสดเอาโขลกกับน้ำพริกแกงจนนิ่ม เรียกว่า “หนังแกง” หนังแกงนี้ ทำให้ได้เสียงนุ่มนวล น่าฟัง ส่วนกะโหลกทั่ว ๆ ไปมักจะขึ้นหนังหน้าซอด้วยหนังฟอกทั่ว ๆ ไป
วัสดุ
1. มะพร้าว  ผลมะพร้าวที่นำมาทำกะโหลกซอ ใช้ได้ทั้งมะพร้าวที่ไม่แก่และไม่อ่อนจนเกินไปหรือมะพร้าวที่ไม่คลอนน้ำ
2. หนัง หนังที่นำมาใช้ทำซอควรเป็นหนังที่ไม่หนาจนเกินไป หนังที่นิยมนำมาทำซอมี หนังงู หนังลูกวัว หนังแพะ
3. ไม้  ไม้ที่ใช้ทำคันทวน คันชัก และลูกบิดใช้ไม้ประดู่  ไม้ชิงชัน ไม้กะพี้เขาควาย เป็นต้น
อุปการณ์ที่ใช้      
 1. เครื่องกลึงไม้  เป็นเครื่องที่สำคัญในการทำซอ ส่วนประกอบของซอ คันทวน ลูกปิด คันชัก
2. กระดาษทราย ใช้ขัดกะโหลกซอ และชิ้นส่วนต่างๆของซอ
3. เลื่อยมือ ใช้ตัดไม้คันทวนส่วนที่เกิน
4. มีด  ใช้ปอกเปลือกมะพร้าว
5. สว่าน ใช้เจาะรูคันทวนซอเพื่อใส่ลูกบิด
6. แลกเกอร์ ใช้เคลือบไม้ เคลือบกะลา
 7. กาว ใช้ติดหนังเข้ากับกะโหลกซอ
การทำกะโหลกซอ
 1 การเลือกผลมะพร้าว   ผลมะพร้าวที่นำมาทำกะโหลกซอ ใช้ได้ทั้งมะพร้าวที่ไม่แก่และไม่อ่อนจนเกินไปหรือมะพร้าวที่ไม่คลอนน้ำ ซึ่งเรียกตามภาษาพื้นบ้านว่า “มะพร้าวทึนทึก” จะได้กะโหลกสีงาช้างถ้าเป็นมะพร้าวแก่จะได้กะโหลกสีดำ
2 การตัดหน้ากะโหลกซอ มะพร้าวที่ได้จากการคัดเลือกมาเกะเปลือกออกให้เหลือกะลาแล้วนำกระดาษทรายคัดให้สะอาด ใช้เลื่อยคมๆ ตัดกะลามะพร้าวตรงส่วนที่กว้างใกล้กับขั้วให้พูทั้งสามอยู่ด้านบนเป็นพูข้างสองพู และพูหลังหนึ่งพูเมื่อตัดออกแล้วจะเหลือหน้าซอกว้างไม่เกิน 3.5 นิ้วและยาวไม่เกิน 10 เซนติเมตรเป็นด้านที่ใช้ขึ้นหนังหน้าซอ ขูดเนื้อมะพร้าวออกให้หมด ทาแลกเกอร์ภายในกะโหลกให้ทั่วผล
3 การแต่งหน้ากะโหลกซอ แต่งหน้ากะโหลกซอที่ตัดออกแล้ว โดยใช้เครื่องกรอหรือบุ้งฝนกับกระดาษทรายให้เรียบ 
เพื่อจะขึ้นหนังหน้าซอ
การขึ้นหน้าหนังซอ
 1 การเตรียมหนังซอ ก่อนที่จะนำหนังที่ใช้ทำซอ เช่นหนังงู หนังลูกวัว หนังตะกวด หนังแพะมา ขึงหน้าซออู้นั้นต้องทำการ  ฆ่าหนังแบบโบราณ  โดยนำหนังที่ไม่บางหรือหนาจนเกินไปมาแช่น้ำให้นุ่มแล้วจึงนำมาโขลกกับข่า  ตะไคร้  พริกอย่างละเท่า ๆ กัน  เพื่อให้หนังตายอยู่ที่  คือไม่ยืดไม่หย่อนและไม่ถูกแมลงรบกวนหลังจากทำสำเร็จเป็นซอกันตรึมแล้ว  ซึ่งเป็นภูมิปัญญาที่มีเหตุมีผล  ดังนี้
          พริก  มีคุณสมบัติให้ความเผ็ดร้อน  ทำให้หนังที่มีไขมันซ่อนอยู่ถูกกำจัดออก  และมีส่วนช่วยในการกำจัดแมลง  เพื่อมิให้ทำลายหนัง  และมีผลทำให้หนังมีความนุ่มนวล  เกิดกระแสเสียงที่ไพเราะตามความต้องการของช่างทำซอ
          ข่า  และตะไคร้ ช่วยกำจัดแมลงบางชนิด ที่สามารถกัดกินพริก แต่ไม่สามารถกัดกินข่าและตะไคร้ได้
  2 การขึ้นหนัง  นำแผ่นหนังมาขึงกับกะโหลกซอด้านที่ตัดออกให้ตึงผนึกด้วยกาวเมื่อหนังแห้งสนิทจึงตัดขอบหนังที่เกินออก โดยวัดความกว้างจากหน้าซอเข้ามาประมาณ 1 นิ้ว หรือให้เหมาะสมกับขนาดของกะโหลกหนังหน้าซอที่ขึ้นเรียบร้อยแล้ว บ้างก็ปล่อยขนไว้เพื่อความสวยงาม  บ้างก็ขูดขนออก ซึ่งขึ้นอยู่กับความสวยงามของขนหนังชนิดนั้นๆ และขึ้นอยู่กับความต้องการของผู้เป็นเจ้าของ  บ้างก็ทาสีที่ขอบเพื่อเน้นหน้าซอซึ่งกว้าง 3 นิ้ว และยาว 13 เซนติเมตรโดยประมาณ หรือตามความเหมาะสมของขนาดกะโหลกซอ
3 การแกะลายกะโหลกซอ  หลังจากขึงหน้าหนังแล้วจึงแกะลาย นิยมแกะพูเดียวซึ่งอยู่ระหว่างกึ่งกลางด้านหน้าที่ตัดออก เรียกว่า พูท้าย โดยกำหนดส่วนสัดที่จะวาดลายตามรูปทรงของกะโหลกนั้น วาดลายตรงกลาง ถ้ากะลาดำจะทาแป้งดินสอพอง เพื่อวาดลายให้เห็นเด่นชัด
การเตรียมคันทวนและคันชัก
              คันทวน คือส่วนที่เป็นไม้เสียบต่อจากตัวกะโหลกซอขึ้นไปกลึงกลมตลอด
ยาวประมาณ 40 นิ้ว  หรือเหมาะสมกับขนาดของกะโหลกซอ 
        เจาะรูคันทวน 2 รู เพื่อใส่ลูกบิด 2 ลูกระยะจากผิวกะโหลกด้านบนถึงลูกบิดลูกที่หนึ่งยาวประมาณ 17 นิ้ว
จากลูกบิดลูกที่หนึ่งถึงลูกบิดลูกที่สองห่างกัน 3 นิ้วครึ่ง ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับขนาดของกะโหลกซอ   ขัดคันทวนให้เรียบ
ทาแลกเกอร์เคลือบเงา ทิ้งไว้ให้แห้ง 
        ไม้ทำคันทวน ไม้ที่ใช้ทำคันทวน คันชัก และลูกบิดใช้ไม้ประดู่ ไม้มะเกลือ ไม้พญางิ้วดำ ไม้ชิงชัน ไม้ตาล
ไม้มะพร้าวไม้มะริด ไม้กะพี้เขาควาย ไม้สาธร ไม้แก่นมะขาม และงาช้างเป็นต้น
    คันชัก  นิยมใช้ไม้ชนิดเดียวกับที่ใช้ทำคันทวนของซอ มีความยาวประมาณ 28 นิ้ว ทำด้วยไม้กลึงกลม
เล็กกว่าคันทวน มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 1.3 เซนติเมตร ด้านมือจับมีหมุดสำหรับ
เป็นหลักให้เส้นหางม้าคล้อง ซึ่งยาวประมาณ 23 นิ้ว จำนวน 200 - 250 เส้น
           เส้นหางม้านี้สอดเข้าระหว่างสายเอกกับสายทุ้ม คันชักอีกด้านหนึ่งเจาะรูไว้เพื่อร้อยเส้นหางม้า แล้วขมวด
ให้แน่นจนเส้นหางม้าตึง ใช้ยางสนถูที่เส้นหางม้าเพื่อให้มีความฝืดมากพอที่จะใช้สีกับสายซอให้เกิดเสียงดัง
           นอกจากนี้อาจใช้เส้นเอ็นจำนวนประมาณ 300 เส้นเอ็นแทนเส้นหางม้าก็ได้ เส้นหางม้าหรือเส้นเอ็นเมื่อรวมกัน
แล้วหนาประมาณ เส้นผ่าศูนย์กลางเท่ากับ 1หุน (เศษหนึ่งส่วนแปดนิ้ว)
​ลูกบิด
          ลูกบิด คือส่วนที่เป็นไม้เนื้อแข็งเช่นเดียวกับคันทวนและคันชักหรือทำจากงาช้างกลึงกลม มี 2 ลูก
เสียบอยู่กับคันทวน ปลายลูกบิดเจาะรูไว้สำหรับร้อยสายซอ เพื่อขึงให้ตึง ลูกบิดยาวประมาณ 5 นิ้วครึ่ง
ทาด้วยแลกเกอร์เคลือบเงา
หมอนหน้าซอหรือเรียกว่า หย่อง
ใช้หนุนสายทั้งสองของซอทำด้วยไม้ไผ่ ยาวประมาณ 2 เซนติเมตรหนาประมาณ 1.5 เซนติเมตร
เวลาเล่นซอจะเลื่อนหมอนไว้ที่กลางหน้าซอการปรับแต่งหย่องหน้าซอโดยการแกะหย่องให้เกิดช่องอากาศไว้ด้านใน ช่วยให้เสียงดีขึ้นได้

การประกอบซอ

            การประกอบซอกันตรึม นำกะโหลกซอที่เตรียมไว้ เจาะกะโหลกโดยวัดจากหนังหน้าซอด้านบน
เข้าไป 1 นิ้วครึ่งและเจาะด้านล่างกะโหลก โดยวัดจากหนังหน้าซอเข้าไป 1 นิ้วกับ 1 กระเบียด สอดคันทวน
เข้าไปในรูบนผ่านกะโหลกออกรูล่างใต้กะโหลก        
            นำลูกบิดทั้ง 2 ลูกเสียบเข้าที่คันทวนด้านบน ตรงลูกบิดขึงสายซอสองเส้น ซึ่งทำด้วยไหม
ฟั่นเป็นเกลียว ผูกคล้องปลายคันทวนด้านล่างสุดลูกบิดอันบนเสียงทุ้ม ลูกบิดอันล่างเสียงเอกใต้ลูกบิดอันล่าง
ใช้เชือกว่าวรัดสายซอกับตัวคันทวนเข้าด้วยกัน เรียกว่า “รัดอก” ใส่หย่องรองสายหรือหมอนหน้าซอ
ใช้หนุนระหว่างหน้าซอกับสายซอเพื่อให้ได้เสียงกังวาน ก็เป็นอันเสร็จขั้นตอนการทำซอกันตรึม
วิธีการเก็บรักษาและซ่อมแซม
1. เมื่อเล่นเสร็จแล้วให้ลดสายประมาณครึ่งรอบลูกบิด หรือเลื่อนหมอนขึ้นไปไว้บนกระบอกซอ
2. แขวน หรือใส่ถุงเก็บในตู้ให้มิดชิด
 3. การใส่สายเอก-ทุ้ม ใส่สายเอก (จะเล็กกว่าสายทุ้ม) ที่ปลายลูกบิดสายเอกซึ่งอยู่ด้านล่างจะอยู่สายนอก ใส่สายทุ้มที่ปลายลูกบิดสายทุ้มซึ่งอยู่บน สายจะอยู่ด้านในหมุนลูกบิดกลับทางกัน
 4. การหยอดยางสนบนกะโหลกซอ ให้หยอดเฉพาะตำแหน่งที่หางม้าผ่านเท่านั้น หากฝุ่นยางสนเกาะขอบกะโหลกซอ เมื่อเล่นแล้วต้องเช็ดให้สะอาด
   5. หากสายขาดบ่อยครั้งหาสายไม่ได้ ให้ใช้เอ็นเบอร์ 60 หรือ 70 แทนสายเอก และเบอร์ 80 หรือ 90 แทนสายทุ้ม
  6. การรัดอก ให้รัดต่ำจากลูกบิดสายเอกลงมาประมาณ 12 เซนติเมตร และส่วนที่เหลือจากรัดออก ถึงหมอนซอ ประมาณ 36 เซนติเมตร รัดอกให้ลึกประมาณ 1.5-2 เซนติเมตร
 7. ยางสนทำให้เกิดความหนืดระหว่างหางม้ากับสายซอเป็นจุดเกิดเสียง และกะโหลกซอ เป็นส่วนขยายเสียง โดยมีหมอนเป็นสะพานเสียง

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

ปี่จุม

  ปี่จุมเป็นเครื่องดนตรีพื้นบ้านล้านนา ไม่ทราบประวัติความเป็นมาที่ชัดเจน เลาปี่ทำจากลำไม้รวก ปลายด้านหนึ่งบริเวณรูเป่าเจาะทะลุเป็นรูปสี่เหล...