กลองปูเจ่าเป็นกลองก้นยาวแบบของชาวไทยใหญ่มีขนาดเล็กกว่ากลองเอวยาวประมาณ ๑๔๐เซนติเมตร ขนาดหน้ากลองเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ ๒๖ เซนติเมตร ใช้สะพายตีละเล่นประสมวงกลองปูเจ่๔. กลองซิ่งม่องรูปร่างคล้ายกลองยาวของภาคกลาง หน้ากลองมีขนาดเท่า ๆ กับกลองปูเจ่แต่มีรูปทรงสันกว่า คือ ยาวประมาณ ๘๐ – ๙๐ เซนติเมตร คนตีกลองสามารถใช้สะพายป่าได้ใช้ในขบวนแห่ต่าง ๆประเภทขึนหนังสองหน้าได้แก่๑. กลองปูจา(กลองบูชา) เป็นกลองขึนหนังสองหน้า ขนาดใหญ่ตังอยูกับที่แต่ใช้ตีหน้าเดียวปกติตังไว้ที่ศาลาไว้กลอง หรือตังไว้ภายในวัด ประกอบด้วยกลองขนาดใหญ่๑ ใบ ซึงมีขนาดหน้ากลองเส้นผ่าศูนย์กลางขนาด ๑ เมตร ความยาวของตัวกลองประมาณ ๑.๕ เมตร และกลองขนาดเล็กเรียกว่า“กลองแสน” หรือ “ลูกตุบ” อีก ๒ – ๓ ใบ ซึงมีขนาดลดหลันกัน กลองปูจาใช้ตีเป็นพุทธบูชาในโอกาสเกี่ยวกับพิธีกรรมทางพุทธศาสนา เช่น วันขึนหรือแรม ๗ คํา และ ๑๔ คํา ระหว่างเข้าพรรษา เป็นต้น บางแห่งใช้ตีเป็นสัญลักษณ์บอกเวลาด้วยเวลาตีกลองปูจาจะใช้ผูตี๒ คน คนหนึงใช้ไม้คอนตี๒ มือ ตีทังกลองใหญ่และกลองเล็ก เป็นทํานองต่าง ๆ อีกคนหนึงใช้ไม้แสะ (ไม้ไผ่ผ่าซีกจักปลาย) ตีขัดจังหวะกลองยืนทํานอง ไปตลอด นอกจากนีหากเป็นการตีประกวดกัน ก็ย ังมีคนตีฆ้องโหม่งและฉาบประกอบด้วยแบบแรกคือ กลองสะบัดแบบดังเดิม ดัดแปลงมาจากกลองปูจา (บูชา) ให้มีขนาดเล็กลงเพื่อใช้หามนําหน้าขบวนแห่ได้ใช้ตีเพื่อความเป็นสิริมงคลในงานมงคลต่าง ๆ (ยกเว้นงานอวมงคล)โดยเฉพาะนําขบวนแห่ครัวทาน มีกลองใหญ่๑ ใบ ขนาดหน้ากลองเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ ๑ เมตร ด้านข้างหนาประมาณ ๓๐ เซนติเมตร มีกลองเล็กเรียกว่า “ลูกตุบ” อีก ๒ ใบ ใช้ผูตีคนเดียว มือซ้ายถือไม้แสะ มือขวาถือไม้ค้อนตีสลับกันไป และมีคนตีฆ้องโหม่ง ๑ ใบ ตีประกอบจังหวะแบบที่สองเป็นกลองสะบัดชัยที่เพิงเกิดขึนเมื่อประมาณปีพ.ศ. ๒๔๘๐ เป็นกลองสะบัดชัยแบบเดียวไม่มี“ลูกตุบ” รูปทรงและขนาดคล้ายกับแบบแรก มีคานหามขึนมีไม้ประกบกลองแกะสลักงดงาม ใช้ผูหาม ๒ คน มีคนตีฆ้อง ๒ คน และคนตีฉาบอีก ๑ คน ตีประกอบ การตีกลองต้องให้เข้าจังหวะกับฆ้องและฉาบ เริ ่มตีจากจังหวะช้าและเร็วตามลําดับผูตีกลองจะแสดงท่า “ฟ้อนเจิง” พลิกแพลง ผาดโผนต่าง ๆ รวมทังใช้ศรีษะ ไหล่ศอก เข่า และเข่าแทนไม้ค้อนตีกลอง
วันจันทร์ที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2566
กลองทัด
กลองทัด เป็นกลองสองหน้าขนาดใหญ่ ขึ้นหน้าทั้งสองข้างด้วยหนังวัวหรือหนังควาย ตรึงด้วยหมุด หุ่นกลองทำจากไม้เนื้อแข็ง กลึงคว้านข้างในจนเป็นโพรง ป่องตรงกลางนิดหน่อยหมุดที่ตรึงหนังเรียกว่าแส้ ทำด้วยไม้หรืองาหรือกระดูกสัตว์ ตรงกลางหุ่นกลองมีห่วงสำหรับแขวน เรียกว่า หูกระวิน หรือ หูระวิง กลองทัดมีขนาดหน้ากว้างเท่ากันทั้งสองข้าง วัดเส้นผ่าศูนย์กลางได้ประมาณ 46 ซม. ตัวกลองยาวประมาณ 41 ซม. กลองทัดมี 2 ลูก ลูกที่มีเสียงสูง ดัง ตุม เรียกว่า ตัวผู้ และ ลูกที่มีเสียงต่ำตีดัง ต้อม เรียกว่า ตัวเมีย ใช้ไม้ตี 1 คู่ มีขนาดยาวประมาณ 54 ซม.
กลองทัดใช้บรรเลงในวงปี่พาทย์ โดยเล่นคู่กับตะโพน
กลองทัดใช้บรรเลงในวงปี่พาทย์ โดยเล่นคู่กับตะโพน
ตัวกลองทำด้วยไม้แก่น เนื้อแน่นแข็งใช้กลึงคว้านข้างในจนเป็นโพรงใช้ กลึงคว้านข้างในจน เป็นโพรงตรงกลางป่องออกนิดหน่อย ขึ้นหน้าทั้ง 2 ข้าง ด้วยหนังวัวหรือหนังควายตรึงด้วยหมุด ซึ่งเรียกว่า "แส้" ทำด้วยไม้ หรืองา หรือกระดูกสัตว์ หรือโลหะ ตรงกลางหุ่นกลองด้านหนึ่งมีห่วงสำหรับแขวน เรียก กันว่า "หูระวิง" เวลาใช้บรรเลงตีเพียงหน้าเดียว หน้าหนึ่งติดข้าวสุกผสมกับขี้เถ้าปิดตรงใจกลาง แล้ววาง กลองทางด้านนั้นคว่ำตะแคงขอบไว้บนหมอนหนุน มีขาหยั่งสอดค้ำตรงหูระวิง ใช้ตีด้วยท่อนไม้ 2 อัน กลองทัด นิยมใช้ 2 ลูก ลูกหนึ่งเสียงสูงเรียกว่า "ตัวผู้" ตีเสียงดัง "ตูม" อีกลูกหนึ่งเสียงต่ำเรียกว่า "ตัวเมีย" ตีเสียงดัง "ต้อม" กลองทัด เป็นเครื่องดนตรีที่ใช้ประกอบจังหวะที่ขึงด้วยหนังสองหน้า มีรูปทรงกระบอก กลางป่อง ออกเล็กน้อย ตรึงด้วยหมุดที่เรียกว่า "แส้" ซึ่งทำด้วยไม้ งาช้าง กระดูกสัตว์ หรือโลหะ หน้ากลอง ด้านหนึ่ง ติดข้าวตะโพน แล้วตีอีกด้านหนึ่ง ใช้ไม้ตีสองอัน สำรับหนึ่งมีสองลูก ลูกเสียงสูงเรียกว่า "ตัวผู้" ลูกเสียงต่ำ เรียกว่า "ตัวเมีย" ตัวผู้อยู่ทางขวา และตัวเมียอยู่ทางซ้ายของผู้ตี กลองทัดน่าจะเป็นกลองของไทย มาแต่ โบราณ ใช้บรรเลงรวมอยู่ในวงปีพาทย์มาจนถึงปัจจุบัน
1. ในกรณีกลองประเภทที่ต้องใช้ข้าวติดหน้ากลองให้ทำความสะอาดโดยการใช้ผ้าเปียกน้ำพอหมาดๆเช็ด หน้ากลองให้สะอาด
2. นำกลองที่ทำความสะอาดแล้วใช้ผ้าคุมหรือนำผ้าไปตัดเป็นถุงใส่ เพื่อกันความชื้น
3. ตรวจสอบคุณภาพความตึงของเสียงกลองให้ได้มาตรฐานอยู่เสมอ
ขนาดของกลองทัดจะใหญหร ือเล็กขึ้นอยกู ับหนทุ ี่ผูสราง
ตองการ โดยเฉพาะลกใหญ ู เส ียงกจะด ็ ังมากกวาลกเล ู ็ก สวนประกอบดังนี้
• หุนกลอง ทําดวยไมทอนขนาดใหญ ทรงกลม กลงให ึ ไดรูป และสัดสวนที่
ตองการ แลวขุดแตงใหเปนโพรงภายใน ตรงกลางหนแต ุ งใหเปนกระพุงเล็กนอย และ
ตรงกลางของ กระพุงจะติด " หูระวิน " ซงทึ่ าดํ วยโลหะเปนรูปหวงกลม สําหรับคลองกับ
ขาหยงั่ ใหหนา กลองทั้งสองเอียง เพื่อตีไดสะดวก
• ขาหยงกลอง ั่ ทําดวยไม ไผหลวก 2 อัน เหลาใหกลมยาวเล็ก ตอนบนเจาะรูรอยเชือก
ติดกัน ตอนลางตอกตะปูใหแหลมออกมาเล็กนอย เพื่อตอกยึดติดกับพนื้ เวลาตั้งตีจะ
ไมลื่น มีขาหยงบางอ ั่ ันไดสร างขึ้นอยางปราณ ีตสวยงามคือ ทําดวยไมสัก ตอนลางเป น
ฐานรองรับ ขอบและตัวกลอง โดยเวาเปนร ูปพระจันทรครึ่งซกี บากปลายใหรับกับ
ขอบกลอง ดานหลงกล ั ึงเปนเสาส ี่เหลี่ยมตั่ง ตรงปลายกลึงเปนล ักษณะลูกแกว มีขอกลม
ตอกยึด เพื่อผูกเชือกยึดกบหั ูระวนิ ใหหนากลองเอียงไดระดับที่ตองการ
• หมอนกลอง ทาดํ วยทอนไมเล็กๆ ยึดติดกัน หรือทาดํ วยผาพันเปนวงกลม 2 อันเพื่อ
รองรับขอบกลองใหอยูในตําแหนงท ี่ตีไดสะดวกไมเลื่อนหรือคลอนงาย
• หนงหน ั ากลอง ทําดวยหน งวั ัว หรือหนงควาย ั รีดบางเปนแผ นผนกลม ื เล็กใหญตามขนาด
ของหนากลอง ตรึงดวยหมุด เรียกวา " แส " ซึ่งทาดํ วยไม กระดูก หรืองา หวกลม ั
ปลายแหลม โดยรอบหนงหน ั ากลอง บางลูกม " ี แหน " ซึ่งทาดํ วยหวายถักพันรอบขอบ
กลอง ที่กลางหนาหน งจะทาร ั ักเปนวงกลม เพื่อเปนจ ดลงไม ุ กลอง ดานลางส าหร ํ ับติด
ขาวสุกผสมขี้เถา ใหไดเสียงกลองที่ไพเราะ และที่ขอบกลองทงลั้ างและบนจะทารกั
โดยรอบ เพื่อรักษาหนงั
• ไมตีกลอง ทาดํ วยไมไผลวก หรือไมชิงชนั 2 อัน เหลาใหกลมเลกยาวขนาดพอเหมาะม ็ ือ
มนปลายใหกลมเล ็กนอย บางอนพั นผั าที่หวไม ั เพื่อใหเส ียงนุมนวล และรักษาหนากลอง
• ขาวสุกติดหนากลอง ทําดวยข าวสุกบดผสมขี้เถาฝน ขี้เถาที่ดทีี่สดคุ ือ ขี้เถาที่เผามาจาก
ตะโหงกมะพราว เพราะขี้เถาชน ิดน ี้ มีอายุใชงานยาวนานไดนานกวาข ี้เถาชนิดอนๆื่
กลองทัดบางคูไดประดิษฐขึ้นอยางปราณีตสวยงาม โดยเฉพาะวงปพาทยท ี่
ประกอบงา ประดับมุข กลองทัดก็จะประกอบงาและประดับมุขไปดวย แมแตหมอนกย็ัง
ประกอบงาและฝงมุขตามไปดวย
หลักการตกลองท ี ัด
ผูตีนั่งขัดสมาธิลําตัวตรงไมกมหรือเงยหนาเกนไป ิ นั่งระหวางก ึ่งกลางกลองทัดทั้งสอง
ลูก ผูตีหันหนาเขาหากลอง โดยกลองลกทู ี่มีเสยงส ี งอย ู ูทางขวา และลูกทมี่ ีเสียงต่ําอยูทางมือซาย
ของผูตี
--จับไมตีดวยมือทั้งสองขาง โดยใชนวทิ้ งหั้ า กําบริเวณปลายดามไม ในลักษณะที่หวแม ั
มือเหยยดตรงอย ี ูที่ดานบนของดามท้งนั ี้ใหปลายด ามโผลเล็กนอย และจับไมไมแนนเกินไป มี
ลักษณะการตีดังนี้
--ตองตีใหปลายหวไม ั ลงบนหนงหน ั ากลอง ใกลจุดกึ่งกลางที่ทารัก หรือกลางจุดกงกลาง ึ่
ทั้งนี้ขึ้นอยกู ับหนากลองแต ละลูก
--ตองตีดวยการใชน้ําหนักมอทื ี่เหมาะสมกบหน ั า กลองแตละลกู
--ตีกลองดวยมือขางละลกู ปรกติใชมอซื ายตีตัว เมยเส ี ียงตา่ํ และมือขวาตีกลองตัวผู
เสียงสงู
--เวลาตียกดามไม ใหมออย ื ทู ี่ประมาณระดับหู
--ตีสลับมือที่กลองลูกเดียวหรือทั้งสองลกทู เรี่ ียกวา "เลนไม"
--ตีไดเสียงดังเสมอกันทั้งสองลูกโดยการประคบมือหรือที่เรียกวา"สงมอื"
--ตีพรอมกันทงสองล ั้ ูกดวยน าหน ้ํ ักและเสยงด ี ังประมาณกัน
จากหลักการดังกลาวกอใหเกิดวิธีตีกลองทัดที่เปนพ นฐาน๒อย ื้ างคือ
1.การตีเสียงตางๆ
2. การดําเนนจิ ังหวะ
การตีเสียงตางไดแก
-- เสียงตูม คือตีดวยมือขวาลงบนหนาหน ัง กลองตัวผู (สูง)ดวยกําลังทพอเหมาะก ี่ ับ
หนากลองหร อขนาดของกลอง ื เมื่อตีลงแตละครั้งจะยกมือขึ้นทนทั เพี อให ื่ เสียงกังวาน (การตีสงมอื)
หมายเหตการต ุ ีเสียงตูมเพียงเสียงเดียวตองใชมือขวา
-- เสียงตอม คือตีดวยมือซายลงบนหนาหน ังกลองตัวเมีย (ต่ํา) ดวยกําลงทั พอเหมาะ ี่
กับหนาหนงหร ั ือขนาดของกลองตีลงแตละครั้งแลวยกขึ้นทันทีเพื่อใหเสยงก ี งวาน ั
*หมายเหตุการตีเสียงตอมเพียงเสียงเดียวตองใชม ือซาย
-- เสียงครึ่ม คือการตีพรอมกันทั้ง 2 ลูกดวย 2 มือขางละลกู ในลกษณะการต ั ีเสียงตูม
และเสียงตอม โดยใหเสียงทั้ง 2 ลูกดังประมาณกนั
-- เสียงดูด คือการตีสองมือลงทลี่ ูกเดียวกัน แตมือซายหามเส ียงโดยกดไมตีลงกับหนา
กลองสวนมือขวาตีแบบเปดมือ
การดําเนินจงหวะ ั
ตามปรกติกลองทัดจะตีควบคูไปกับตะโพนไทย โดยที่ตะโพนมีตีตาม "หนาทับ"ที่กําหนด
สวนกลองทัดจะตีตาม"ไมกลอง"ที่กําหนดไดแก
--ไมเดิน คือการตีกลองทดทั ี่มีจังหวะ ระยะหางเท าก ันทุกไม จะชาหรือเร็วขนอย ึ้ ูกับ
ทํานองเพลง
--ไมลา คือการตีกลองทัดที่มีพยางคถ่ีหรือ กระชนกว ั้ าไมเดิน ไมสม่ําเสมอ อาจลงตรง
จังหวะหรือลักจังหวะก็ไดท ั้งนี้ขึ้นอยกู ับหนาท ับของตะโพนที่ใชกับบทเพลงนั้นๆ
--ไมรัวคือการตีสลับมือดวยพยางคถี่และเร็ว ซึ่งจะตีในลกเด ู ียว
--เลนไมคือการตีสลับมือที่ยกเยั ื้องออกไปจากหนาท ับทกี่ ําลังตีอยู
--ไมกลองตามหนาท ับคือการตีกลองทัดตามหนาทับตางๆตามท ี่บัญญัติไว
หนาท ับที่ใชตกีับกลองทัด สวนมากจะเปนหน าทับ พิเศษ โดยเฉพาะที่ตีกากํ ับในเพลงชุด
โหมโรงเชาและโหมโรงเยนซ็ งมึ่ ีตะโพนตทีาน าและสอดสล ํ ับกับไมกลองโดยตลอด
ผูตีนั่งทาขัดสมาธิ ลําตัวตรง อยูกงกลางกลองท ึ่ งสอง ั้ จับไมขางละอัน โดยกําใหหลวม
ปลายโผลเลกน็ อย โดยปกติใชมือซายตีเสียงต่ําและมอขวาต ื ีเสียงสงู ใชกําลังสวนท อนแขนและ
ขอมือ ตีลงระหวางจ ุดที่ทารกั เพื่อใหไดเสียงที่ไพเราะ ตองใชการตีที่ประคบมือ คือการใชกําลงั
กลามเนื้อ และน้ําหนักที่พอดีกับหนากลองด ังทเรี่ ียกวา " ตีสงมือ " และจากหลกการต ั ีกลองทดั
ดังกลาวกอใหเก ิดวิธีตีกลองทัดอีก3แบบดังนี้
1. ตีดวยมือขางละล กู คือการใชมือซายตีลงที่ตวเม ั ียเปนเสียง " ตอม " และใชมอขวาต ื ี
ตัวผูเปนเสยงี "ตูม"
2. ตีสลับมือลงทกลองล ี่ ูกเดียว หรือสองลกู คือ การสลบมั ือขวาไปตีเสียงต่ํา หรือสลับมือ
ซายมาตีเสียงสูง ในลกษณะท ั ี่เรียกวา " เลนไมหรือรัว "
3. ตีพรอมกันทั้งสองลูก คือการใชมือซายและมือขวาตีลงที่กลองทงสองล ั้ ูกพรอมกัน ให
มีน้ําหนักประมาณกนั โดยมากจะใชตีในเพลงกราวราํ และเพลงนางหงส
กลองชาตรี
กลองชาตรี เป็นกลองสองหน้า มีรูปร่างเหมือนกลองทัดทุกอย่างแต่ขนาดย่อส่วนเปรียบเหมือนแม่กับลูก กลองชาตรีเป็นลูก มีเส้นผ่านศูนย์กลางยาวประมาณ 20 ซม. และสูง 24 ซม.ใช้เป็นคู่เช่นเดียวกัน ใช้ทำหน้าทับในวงปี่พาทย์เครื่องห้า หรือวงปี่พาทย์ชาตรี ประกอบการแสดงละครโนรา ใช้เล่นคู่กับโทนชาตรี
ปร่างและลักษณะการตีเช่นเดียวกับกลองทัด แต่มีขนาดเล็กกว่ากลองทัดมากใช้บรรเลง ร่วมในวงปีพาทย์ในการแสดงละครชาตรีที่เรียกว่า "ปีพาทย์ชาตรี" ใช้เล่นคู่กับโทนชาตรี
กลองชนิดนี้ มีชื่อเรียกตามเสียงที่ได้ยินว่า “กลองตุ๊ก” เพราะเวลาตีจะมีเสียงดัง ตุ๊ก ๆ วงปี่ พาทย์ชาตรี เป็นวงสำหรับละครชาตรี ละครชนิดนี้เป็นละครเร่ ฉะนั้น กลองชาตรีจึงทำขนาด ให้เล็กลง เพื่อสะดวกในการขนย้าย ละครชนิดนี้แต่ก่อนมีแพร่หลายทางภาคใต้ ปัจจุบันก็ยังคงมีอยู่ แต่ได้เปลี่ยน วิธีการเล่นไปบ้างแล้ว
กลองชาตรีมีรูปร่างลักษณะและการตีเช่นเดียวกับกลองทัด แต่ขนาดเล็กกว่ากลองทัด ประมาณ ครึ่งหนึ่ง ขึ้นหนังสองหน้า ใช้บรรเลงร่วมในวงปีพาทย์ในการแสดงละครชาตรีที่เรียกว่า "ปีพาทย์ชาตรี" ใช้เล่น คู่กับโทนชาตรี
1. ในกรณีกลองประเภทที่ต้องใช้ข้าวติดหน้ากลองให้ทำความสะอาดโดยการใช้ผ้าเปียกน้ำพอหมาดๆเช็ด หน้ากลองให้สะอาด
2. นำกลองที่ทำความสะอาดแล้วใช้ผ้าคุมหรือนำผ้าไปตัดเป็นถุงใส่ เพื่อกันความชื้น
3. ตรวจสอบคุณภาพความตึงของเสียงกลองให้ได้มาตรฐานอยู่เสมอ
ปร่างและลักษณะการตีเช่นเดียวกับกลองทัด แต่มีขนาดเล็กกว่ากลองทัดมากใช้บรรเลง ร่วมในวงปีพาทย์ในการแสดงละครชาตรีที่เรียกว่า "ปีพาทย์ชาตรี" ใช้เล่นคู่กับโทนชาตรี
กลองชนิดนี้ มีชื่อเรียกตามเสียงที่ได้ยินว่า “กลองตุ๊ก” เพราะเวลาตีจะมีเสียงดัง ตุ๊ก ๆ วงปี่ พาทย์ชาตรี เป็นวงสำหรับละครชาตรี ละครชนิดนี้เป็นละครเร่ ฉะนั้น กลองชาตรีจึงทำขนาด ให้เล็กลง เพื่อสะดวกในการขนย้าย ละครชนิดนี้แต่ก่อนมีแพร่หลายทางภาคใต้ ปัจจุบันก็ยังคงมีอยู่ แต่ได้เปลี่ยน วิธีการเล่นไปบ้างแล้ว
กลองชาตรีมีรูปร่างลักษณะและการตีเช่นเดียวกับกลองทัด แต่ขนาดเล็กกว่ากลองทัด ประมาณ ครึ่งหนึ่ง ขึ้นหนังสองหน้า ใช้บรรเลงร่วมในวงปีพาทย์ในการแสดงละครชาตรีที่เรียกว่า "ปีพาทย์ชาตรี" ใช้เล่น คู่กับโทนชาตรี
1. ในกรณีกลองประเภทที่ต้องใช้ข้าวติดหน้ากลองให้ทำความสะอาดโดยการใช้ผ้าเปียกน้ำพอหมาดๆเช็ด หน้ากลองให้สะอาด
2. นำกลองที่ทำความสะอาดแล้วใช้ผ้าคุมหรือนำผ้าไปตัดเป็นถุงใส่ เพื่อกันความชื้น
3. ตรวจสอบคุณภาพความตึงของเสียงกลองให้ได้มาตรฐานอยู่เสมอ
กลองสะบัดชัย
กลองสะบัดชัย เป็นกลองที่มีมานานแล้วนับหลายศตวรรษ ในสมัยก่อนใช้ ตียามออกศึกสงคราม เพื่อเป็นสิริมงคล และเป็น ขวัญกำลังใจให้แก่เหล่าทหารหาญในการต่อ สู้ให้ได้ชัยชนะ ทำนองที่ใช้ในการตี กลองสะบัดชัยโบราณมี 3 ทำนอง คือ ชัยเภรี, ชัย ดิถี และชนะมาร
การตีกลองสะบัดชัยเป็นศิลปะการแสดงพื้นบ้านล้านนาอย่างหนึ่ง ซึ่งมักจะพบเห็นในขบวนแห่หรืองานแสดงศิลปะพื้นบ้านในระยะหลังโดยทั่วไป ลีลาในการตีมีลักษณะโลดโผนเร้าใจมีการใช้อวัยวะหรือส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย เช่นศอก เข่า ศีรษะ ประกอบในการตีด้วย ทำให้การแสดงการตีกลองสะบัดชัยเป็นที่ประทับใจของผู้ที่ได้ชม จนเป็นที่นิยมกันอย่างกว้างขวางในปัจจุบัน
รูปร่างลักษณะกลองสะบัดชัย
รูปร่างลักษณะแต่เดิมนั้น เท่าที่พบมีแห่งเดียว คือกลองสะบัดชัยจำลองทำด้วยสำริด ขุดพบที่วัดเจดีย์สูง ตำบลบ้านหลวง อำเภอฮอด จังหวัดเชียงใหม่ กลองสะบัดชัยดังกล่าวประกอบด้วยขนาดกลองสองหน้าเล็ก 1 ลูก กลองสองหน้าขนาดใหญ่ 1 ลูก ฆ้องขนาดหน้ากว้างพอ ๆ กับกลองใหญ่อีก 1 ใบ พร้อมไม้ตีอีก 3 อัน หน้ากลองตรึงด้วยหมุดตัดเรียบมีคานหามทั้งกลองและฆ้องรวมกัน
ส่วนที่พบโดยทั่วไป คือกลองสะบัดชัยที่แขวนอยู่ตามหอกลองของวัดต่าง ๆ ในเขตล้านนา ซึ่งมักจะมีลักษณะเหมือนกัน คือมีกลองสองหน้าขนาดใหญ่ 1 ลูก หน้ากว้างประมาณ 30 – 35 นิ้ว ยาวประมาณ 45 นิ้ว หน้ากลองหุ้มด้วยหนังตรึงด้วยหมุด ( ล้านนาเรียก "แซว่" ) โดยที่หมุดไม่ได้ตัดเรียบคงปล่อยให้ยาวออกมาโดยรอบ ข้าง ๆ กลองใหญ่ มีกลองขนาดเล็ก 2 - 3 ลูก เรียกว่า " ลูกตุบ " กลองลูกตุบทั่วไปมักมีสองหน้าบางแห่งมีหน้าเดียว ขนาดหน้ากว้างประมาณ 8 – 10 นิ้ว ความยาวประมาณ 12 – 15 นิ้ว หน้ากลองหุ้มด้วยหนังตรึงด้วยหมุดเช่นกัน
กลองสะบัดชัยในปัจจุบันเป็นกลองที่ย่อส่วนมาจากวัด เมื่อย่อขนาดให้สั้นลง โดยหน้ากว้างยังคงใกล้เคียงกับของเดิม ลูกตุบก็ยังคงอยู่ ลักษณะการหุ้มหน้ากลองเหมือนของเดิมทุกประการ ตัวกลองติดคานหามสำหรับคนสองคนหามได้ ต่อมาไม่นิยมใช้ลูกตุบ จึงตัดออกเหลือแต่กลองใหญ่ ลักษณะการหุ้มเปลี่ยนจากการตรึงด้วยหมุดมาใช้สายโยงเร่งเสียง เพราะสะดวกต่อการตึงหน้ากลองให้ตึงหรือหย่อนเพื่อให้ได้เสียงตามที่ต้องการ ข้างกลองประดับด้วยไม้แกะสลักซึ่งนิยมแกะเป็นรูปนาค และมีผ้าหุ้มตัวกลองให้ดูสวยงามอีกด้วย
การแต่งกายของผู้แสดง
ผู้แสดงใส่ชุดพื้นเมืองเหนือ นุ่งเตี่ยวสะดอ โพกศรีษะ สวมเสื้อม่อฮ้อม
บทบาทของกลองสะบัดชัย
อาจกล่าวได้ว่า ปัจจุบันศิลปะการตีกลกองสะบัดชัย เป็นศิลปะอย่างหนึ่งที่ได้นำชื่อเสียงทางด้านวัฒนธรรมพื้นสู่ล้านนา และบทบาทของกลองสะบัดชัยจึงอยู่ในฐานะการแสดงในงานวัฒนธรรมต่าง ๆเช่น งานขันโตก งานพิธีต้อนรับแขกเมืองขบวนแห่ ฯลฯ
แต่โอกาสในการใช้กลองสะบัดชัยแต่เดิมมาจนถึงปัจจุบันยังมีอีกหลายประการ ซึ่งมีหลักฐานปรากฏในวรรณกรรมต่าง ๆมากมาย สรุปได้ดังนี้
ใช้ตีบอกสัญญาณ
การใช้กลองสะบัดชัยตีบอกสัญญาณนั้นมีหลายลักษณะ ดังนี้
สัญญาณโจมตีข้าศึก
ในตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่ ฉบับวัดพระงาม ผูกที่ 2 กล่าวถึงสมัยพระญามังราย ตอนขุนครามรบพระญาเบิกที่เมืองเขลางค์ ขุนครามแต่งกลให้ขุนเมือง
เชริงเป็นปีกขวา ขุนเมืองฝางเป็นปีกซ้ายยกพลเข้าโจมตี กล่าวว่า ‘' เจ้าขุนครามแต่งกลเส็กอันนี้ แล้วก็หื้อสัญญาริพลเคาะคล้องโย้ง ( ฆ้อง ) ตีกลองชัย ยกสกุลโยธาเข้าชูชนพระญาเบิก ยู้ขึ้นมาวันนั้นแล กลองชัยในที่นี้ คือกลองสะบัดชัยนั่นเอง เพราะในบริบทที่ใกล้เคียงกันนี้มีคำว่า
‘' สะบัดชัย ตีคู่กับฆ้องอยู่ด้วย กล่าวคือในตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่ พระยาลุ่มฟ้าห้อยกพลเข้าตีเชียงแสนชาวเมืองแต่งกลศึกโดยขุดหลุมพรางฝังหลาว แล้วตีปีกทัพล้อมไล่ทัพห้อให้ถูกกล
‘' ยามแตรจักใกล้เที่ยงวันหร้อ ( ฮ่อ ) ยกพลเส็กเข้ามาชาวเราจิ่งเคาะคล้อง ( ฆ้อง ) ตีสะบัดชัย ยกพลเส็กกวมปีกกากุมติดไว้ และในสมัยพระญาติโลกราช ตอนหมื่นด้งนครรบชาวใต้ ( สองแคว ) ได้ให้พลโยธาซุ่มอยู่จนข้าศึกตายใจแล้ว กล่าวว่า ‘' หมื่นด้งหื้อเคาะคล้องโย้ง ตีสะบัดชัย เป่าพุลุ ลาภา ปลี่หร้อยอพลเส็กเข้า ฝูงอยู่คุ่มไม้ก็สว่ายเดงช้างตีจองวองยู้เข้าไพ โห่ร้องมี่นันมากนัก
สัญญาณบอกข่าวในชุมชน
วรรณกรรมไทเขินเรื่อง ‘' เจ้าบุญหลง ผูกที่ 5 ตอนชาวเมืองปัญจรนคาผูกผุสรถเพื่อเสี่ยงเอาพญาเจ้าเมือง อามาตย์ได้สั่งให้เสนาไปป่าวประกาศ ‘' อมาตยแก้วพรองเมือง หื้อเสนาเนืองเอิ้นป่าว ค้อนฟาดหน้ากลองไชย เสียงดังไปผับจอด รู้รอดเสี้ยงปัญจรนคร ‘' และผูกที่ 7 ตอนเจ้าพรหมปันจัดเตรียมทัพไปเยี่ยมอนุชาและมารดา ได้สั่งให้เสนาไปร้องป่าวให้ชาวเมืองเตรียมขบวนาร่วมด้วย ‘' เจ้าก็ร้องเสนามาสู่ แทบใกล้กู่ตนคำปลงอาชญาทำโดยรีบ ถีบคนใช้หนังสือ กลองสะบัดชัยตีป่าวกล่าวไพร่ฟ้ามามวล
เป็นมหรสพ
วรรณกรรมเรื่อง อุสสาบารส ผูกที่ 1 ตอนพระยากาลีพรหมราชให้นำมเหสีสุราเทวีไปเที่ยวชมสวนอุทยานและในสวนอุทยานก็มีการเล่นมหรสพ ‘' มหาชนา อันว่าคนทังหลายก็เหล้นมโหรสพหลายประการต่าง ๆ ลางพร่องก็ตีกลองสะบัดชัยตื่นเต้น ลางพร่องก็ตีพาทย์ค้องการะสับ ลางพร่องเยียะหลายฉบับ ฟ้อนตบตีนมือ ลางพร่องปักกะดิกเอามือตางตีน
ในวรรณกรรมประเภทคร่าวซอเรื่อง หงส์หิน ที่แต่งโดยเจ้าสุริยวงส์ ตอนมีงานสมโภชเจ้าหงส์หินได้เป็นเจ้าเมืองกล่าวถึงการเล่นมหรสพต่าง ๆ ซึ่งมีกลองสะบัดชัยด้วย ว่า
‘' เจ็ดแบกเมี้ยน บ่ถูกตัวเขา ดาบลาเอา ท่ารบออกเหล้นกลองสะบัดชัย ลูกตุบไล่เต้น ขบวนเชิงต่อยุทธ์ ชนผัดหลัง แล้ววางอาวุธ พิฆาตข้าฟันลอง
และแม้ในงานศพของกษัตริย์ หรือเจ้าเมืองก็มีกลองสะบัดชัยเป็นมหรสพ เช่น ที่ปรากฏในวรรณกรรมคร่าวซอเรื่องก่ำกาดำ ตอนงานศพของพระยาพาราณสี
‘' เชิญพระศพมา ฐานตั้งไว้ กลางข่วงกว้างเมรุไชย ฟังดูกลองค้อง พิณพาทย์เสียงใส เภรีบัดไชย สรรญเสริญเจ้า
เป็นเครื่องประโคมฉลองชัยชนะ
วรรณกรรมเรื่องอุสสาบารส ผูกที่12 ตอนพระขิตราชรบศึกชนะก็มีการตีกลองสะบัดชัยเฉลิมฉลอง ‘' ส่วนว่าริพลโยธาพระขิตราชก็ตี กลองสะบัดชัย เหล้นม่วนโห่ร้องอุกขลุกมี่นันนัก เสียงสนั่นก้องใต้ฟ้าเหนือดินมากนัก ปุนกระสันใจเมืองพานมากนัก หากได้แล้วก็ตีค้อง กลองสะบัดชัย สงวนม่วนเหล้น กวัดแก่วงดาบฟ้อนไปมา
เครื่องประโคมเพื่อความสนุกสนาน
ในวรรรณกรรมประเภทโคลงเรื่องอุสสาบารส มีการตีกลองสะบัดชัย ดื่มสุราในเหล่าพลโยธายามว่างจากการรบ ดังปรากฏในโคลงบทที่ 130 ว่า
พลท้าวชมชื่นเหล้น สะบัดชัย อยู่แล
มัวม่วนกินสนุกใจ โห่เหล้า
ทัพหลวงแห่งพระขิต ชมโชค พระเอย่
กลองอุ่นเมืองท้าวก้อง ติ่งแตร
บทบาทและหน้าที่ของกลองสะบัดชัยจากหลักฐานทางวรรณกรรมดังกล่าวแสดงว่าแต่เดิมนั้นเกี่ยวพันกับฝ่ายอาณาจักรกษัตริย์หรือเจ้าเมืองและกองทัพทั้งนั้นต่อมาเมื่อสถาบันกษัตริย์เจ้าเมืองของล้านนาถูกลดอำนาจจนสูญไปในที่สุด กลองสะบัดชัยซึ่งถือได้ว่าเป็นของสูง จึงเปลี่ยนที่อยู่ใหม่ไปอยู่กับ ศาสนจักร ซึ่งมีบทบาทคู่กับ ‘' อาณาจักร มาตลอดศาสนสถานของพุทธศาสนาคือวัด ฉะนั้นวัดจึงน่าจะเป็นสถานที่รองรับกลองสะบัดชัยมาอีกทอดหนึ่ง และเมื่อเข้าไปอยู่ในวัดหน้าที่ใหม่ที่เพิ่มขึ้น คือตีเป็น ‘' พุทธบูชา จนได้ชื่ออีกชื่อหนึ่งว่า กลองปูชา ( อ่าน ก๋องปู๋จา ) เวลาตีก็บอกว่า ตีกลองปูชา กระนั้นก็ตามหลายแห่งยังพูดว่า ตีกลองสะบัดชัย อยู่ดี
อย่างไรก็ตามแม้จะได้หน้าที่ที่ใหม่แล้ว หน้าที่เดิมที่ยังคงอยู่ก็คือเป็น สัญญาณ เพราะวัดเป็นศูนย์รวมของชุมชนข่าวสารต่าง ๆ จึงมักออกจากวัด ปัจจุบันจึงได้ยินเสียงกลองจากวัดอยู่บ้าง ( เฉพาะวัดที่ยังไม่มีเครื่องเสียงตามสาย ) เพื่อเป็นสัญญาณเรียกประชุมสัญญาณบอกเหตุฉุกเฉิน สัญญาณบอกวันโกนวันพระและหน้าที่รองลงมาที่เกือบจะสูญหายแล้วาคือเป็น ‘' มหรสพ ซึ่งเหลือเฉพาะในงานบุญคือ บุญสลากภัตต์ที่เรียกว่า ทานกวยสลาก ( อ่าน ‘' ตานก๋วยสะหลาก )
หมายเหตุ
การเรียงของลูกกลองสบัดชัยในอดีตจะเอาลูกตุบไว้ด้านขวา เอาใบใหญ่ไว้ด้านซ้าย ซึ่งตรงกันข้ามกันกับกลองปูจา เพราะกลองปูจา จะเอาลูกตุบไว้ด้านซ้าย เอาใบใหญ่ไว้ด้านขวา แต่เมื่อยุคสมัย บวกกับสภาพแวดล้อม ทำให้การใส่ลูกตุบของกลองสบัดชัยไม่มีอีกต่อไป คงเหลือแต่ตัวแม่ หรือใบใหญ่
ทรรศนะที่ว่ากลองสะบัดชัยเปลี่ยนที่อยู่ใหม่จากอาณาจักรสู่ศาสนจักรเป็นเพียงความเข้าใจที่ได้จากการวิเคราะห์จากหลักฐานที่ยกมาเท่านั้น ผู้อ่านอาจไม่เห็นด้วยก็ได้ เพราะวัดมีหอกกลองมาช้านานแล้ว
การนำกลองสะบัดชัยเข้าสู่ขบวนแห่
บทบาทและหน้าที่เดิมของกลองสะบัดชัยอย่างหนึ่งคือเป็นมหรสพ ซึ่งเป็นมหรสพในงานระดับกษัตริย์หรือเจ้าเมือง ( วัง ) ต่อมาเป็นมหรสพในงานบุญคือระดับศาสนา ( วัด ) ก็ยังหาหลักฐานไม่พบว่ามีการนำเอาเข้าขบวนแห่ด้วยหรือไม่ เพราะกลองสะบัดชัยหรือกลองบูชาที่อยู่ตามวัดนั้นมีขนาดใหญ่และมีน้ำหนักมาก ยากแก่การเคลื่อนย้าย ภายหลังน่าจะมีผู้คิดว่าควรนำไปแห่เข้าขบวนด้วย จึงจำลองขนาดให้พอหามสองคนได้โดยย่อขนาดให้สั้นลงประมาณ 1 ใน 3 ส่วน
การตีกลองสะบัดชัยเป็นศิลปะการแสดงพื้นบ้านล้านนาอย่างหนึ่ง ซึ่งมักจะพบเห็นในขบวนแห่หรืองานแสดงศิลปะพื้นบ้านในระยะหลังโดยทั่วไป ลีลาในการตีมีลักษณะโลดโผนเร้าใจมีการใช้อวัยวะหรือส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย เช่นศอก เข่า ศีรษะ ประกอบในการตีด้วย ทำให้การแสดงการตีกลองสะบัดชัยเป็นที่ประทับใจของผู้ที่ได้ชม จนเป็นที่นิยมกันอย่างกว้างขวางในปัจจุบัน
รูปร่างลักษณะกลองสะบัดชัย
รูปร่างลักษณะแต่เดิมนั้น เท่าที่พบมีแห่งเดียว คือกลองสะบัดชัยจำลองทำด้วยสำริด ขุดพบที่วัดเจดีย์สูง ตำบลบ้านหลวง อำเภอฮอด จังหวัดเชียงใหม่ กลองสะบัดชัยดังกล่าวประกอบด้วยขนาดกลองสองหน้าเล็ก 1 ลูก กลองสองหน้าขนาดใหญ่ 1 ลูก ฆ้องขนาดหน้ากว้างพอ ๆ กับกลองใหญ่อีก 1 ใบ พร้อมไม้ตีอีก 3 อัน หน้ากลองตรึงด้วยหมุดตัดเรียบมีคานหามทั้งกลองและฆ้องรวมกัน
ส่วนที่พบโดยทั่วไป คือกลองสะบัดชัยที่แขวนอยู่ตามหอกลองของวัดต่าง ๆ ในเขตล้านนา ซึ่งมักจะมีลักษณะเหมือนกัน คือมีกลองสองหน้าขนาดใหญ่ 1 ลูก หน้ากว้างประมาณ 30 – 35 นิ้ว ยาวประมาณ 45 นิ้ว หน้ากลองหุ้มด้วยหนังตรึงด้วยหมุด ( ล้านนาเรียก "แซว่" ) โดยที่หมุดไม่ได้ตัดเรียบคงปล่อยให้ยาวออกมาโดยรอบ ข้าง ๆ กลองใหญ่ มีกลองขนาดเล็ก 2 - 3 ลูก เรียกว่า " ลูกตุบ " กลองลูกตุบทั่วไปมักมีสองหน้าบางแห่งมีหน้าเดียว ขนาดหน้ากว้างประมาณ 8 – 10 นิ้ว ความยาวประมาณ 12 – 15 นิ้ว หน้ากลองหุ้มด้วยหนังตรึงด้วยหมุดเช่นกัน
กลองสะบัดชัยในปัจจุบันเป็นกลองที่ย่อส่วนมาจากวัด เมื่อย่อขนาดให้สั้นลง โดยหน้ากว้างยังคงใกล้เคียงกับของเดิม ลูกตุบก็ยังคงอยู่ ลักษณะการหุ้มหน้ากลองเหมือนของเดิมทุกประการ ตัวกลองติดคานหามสำหรับคนสองคนหามได้ ต่อมาไม่นิยมใช้ลูกตุบ จึงตัดออกเหลือแต่กลองใหญ่ ลักษณะการหุ้มเปลี่ยนจากการตรึงด้วยหมุดมาใช้สายโยงเร่งเสียง เพราะสะดวกต่อการตึงหน้ากลองให้ตึงหรือหย่อนเพื่อให้ได้เสียงตามที่ต้องการ ข้างกลองประดับด้วยไม้แกะสลักซึ่งนิยมแกะเป็นรูปนาค และมีผ้าหุ้มตัวกลองให้ดูสวยงามอีกด้วย
การแต่งกายของผู้แสดง
ผู้แสดงใส่ชุดพื้นเมืองเหนือ นุ่งเตี่ยวสะดอ โพกศรีษะ สวมเสื้อม่อฮ้อม
บทบาทของกลองสะบัดชัย
อาจกล่าวได้ว่า ปัจจุบันศิลปะการตีกลกองสะบัดชัย เป็นศิลปะอย่างหนึ่งที่ได้นำชื่อเสียงทางด้านวัฒนธรรมพื้นสู่ล้านนา และบทบาทของกลองสะบัดชัยจึงอยู่ในฐานะการแสดงในงานวัฒนธรรมต่าง ๆเช่น งานขันโตก งานพิธีต้อนรับแขกเมืองขบวนแห่ ฯลฯ
แต่โอกาสในการใช้กลองสะบัดชัยแต่เดิมมาจนถึงปัจจุบันยังมีอีกหลายประการ ซึ่งมีหลักฐานปรากฏในวรรณกรรมต่าง ๆมากมาย สรุปได้ดังนี้
ใช้ตีบอกสัญญาณ
การใช้กลองสะบัดชัยตีบอกสัญญาณนั้นมีหลายลักษณะ ดังนี้
สัญญาณโจมตีข้าศึก
ในตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่ ฉบับวัดพระงาม ผูกที่ 2 กล่าวถึงสมัยพระญามังราย ตอนขุนครามรบพระญาเบิกที่เมืองเขลางค์ ขุนครามแต่งกลให้ขุนเมือง
เชริงเป็นปีกขวา ขุนเมืองฝางเป็นปีกซ้ายยกพลเข้าโจมตี กล่าวว่า ‘' เจ้าขุนครามแต่งกลเส็กอันนี้ แล้วก็หื้อสัญญาริพลเคาะคล้องโย้ง ( ฆ้อง ) ตีกลองชัย ยกสกุลโยธาเข้าชูชนพระญาเบิก ยู้ขึ้นมาวันนั้นแล กลองชัยในที่นี้ คือกลองสะบัดชัยนั่นเอง เพราะในบริบทที่ใกล้เคียงกันนี้มีคำว่า
‘' สะบัดชัย ตีคู่กับฆ้องอยู่ด้วย กล่าวคือในตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่ พระยาลุ่มฟ้าห้อยกพลเข้าตีเชียงแสนชาวเมืองแต่งกลศึกโดยขุดหลุมพรางฝังหลาว แล้วตีปีกทัพล้อมไล่ทัพห้อให้ถูกกล
‘' ยามแตรจักใกล้เที่ยงวันหร้อ ( ฮ่อ ) ยกพลเส็กเข้ามาชาวเราจิ่งเคาะคล้อง ( ฆ้อง ) ตีสะบัดชัย ยกพลเส็กกวมปีกกากุมติดไว้ และในสมัยพระญาติโลกราช ตอนหมื่นด้งนครรบชาวใต้ ( สองแคว ) ได้ให้พลโยธาซุ่มอยู่จนข้าศึกตายใจแล้ว กล่าวว่า ‘' หมื่นด้งหื้อเคาะคล้องโย้ง ตีสะบัดชัย เป่าพุลุ ลาภา ปลี่หร้อยอพลเส็กเข้า ฝูงอยู่คุ่มไม้ก็สว่ายเดงช้างตีจองวองยู้เข้าไพ โห่ร้องมี่นันมากนัก
สัญญาณบอกข่าวในชุมชน
วรรณกรรมไทเขินเรื่อง ‘' เจ้าบุญหลง ผูกที่ 5 ตอนชาวเมืองปัญจรนคาผูกผุสรถเพื่อเสี่ยงเอาพญาเจ้าเมือง อามาตย์ได้สั่งให้เสนาไปป่าวประกาศ ‘' อมาตยแก้วพรองเมือง หื้อเสนาเนืองเอิ้นป่าว ค้อนฟาดหน้ากลองไชย เสียงดังไปผับจอด รู้รอดเสี้ยงปัญจรนคร ‘' และผูกที่ 7 ตอนเจ้าพรหมปันจัดเตรียมทัพไปเยี่ยมอนุชาและมารดา ได้สั่งให้เสนาไปร้องป่าวให้ชาวเมืองเตรียมขบวนาร่วมด้วย ‘' เจ้าก็ร้องเสนามาสู่ แทบใกล้กู่ตนคำปลงอาชญาทำโดยรีบ ถีบคนใช้หนังสือ กลองสะบัดชัยตีป่าวกล่าวไพร่ฟ้ามามวล
เป็นมหรสพ
วรรณกรรมเรื่อง อุสสาบารส ผูกที่ 1 ตอนพระยากาลีพรหมราชให้นำมเหสีสุราเทวีไปเที่ยวชมสวนอุทยานและในสวนอุทยานก็มีการเล่นมหรสพ ‘' มหาชนา อันว่าคนทังหลายก็เหล้นมโหรสพหลายประการต่าง ๆ ลางพร่องก็ตีกลองสะบัดชัยตื่นเต้น ลางพร่องก็ตีพาทย์ค้องการะสับ ลางพร่องเยียะหลายฉบับ ฟ้อนตบตีนมือ ลางพร่องปักกะดิกเอามือตางตีน
ในวรรณกรรมประเภทคร่าวซอเรื่อง หงส์หิน ที่แต่งโดยเจ้าสุริยวงส์ ตอนมีงานสมโภชเจ้าหงส์หินได้เป็นเจ้าเมืองกล่าวถึงการเล่นมหรสพต่าง ๆ ซึ่งมีกลองสะบัดชัยด้วย ว่า
‘' เจ็ดแบกเมี้ยน บ่ถูกตัวเขา ดาบลาเอา ท่ารบออกเหล้นกลองสะบัดชัย ลูกตุบไล่เต้น ขบวนเชิงต่อยุทธ์ ชนผัดหลัง แล้ววางอาวุธ พิฆาตข้าฟันลอง
และแม้ในงานศพของกษัตริย์ หรือเจ้าเมืองก็มีกลองสะบัดชัยเป็นมหรสพ เช่น ที่ปรากฏในวรรณกรรมคร่าวซอเรื่องก่ำกาดำ ตอนงานศพของพระยาพาราณสี
‘' เชิญพระศพมา ฐานตั้งไว้ กลางข่วงกว้างเมรุไชย ฟังดูกลองค้อง พิณพาทย์เสียงใส เภรีบัดไชย สรรญเสริญเจ้า
เป็นเครื่องประโคมฉลองชัยชนะ
วรรณกรรมเรื่องอุสสาบารส ผูกที่12 ตอนพระขิตราชรบศึกชนะก็มีการตีกลองสะบัดชัยเฉลิมฉลอง ‘' ส่วนว่าริพลโยธาพระขิตราชก็ตี กลองสะบัดชัย เหล้นม่วนโห่ร้องอุกขลุกมี่นันนัก เสียงสนั่นก้องใต้ฟ้าเหนือดินมากนัก ปุนกระสันใจเมืองพานมากนัก หากได้แล้วก็ตีค้อง กลองสะบัดชัย สงวนม่วนเหล้น กวัดแก่วงดาบฟ้อนไปมา
เครื่องประโคมเพื่อความสนุกสนาน
ในวรรรณกรรมประเภทโคลงเรื่องอุสสาบารส มีการตีกลองสะบัดชัย ดื่มสุราในเหล่าพลโยธายามว่างจากการรบ ดังปรากฏในโคลงบทที่ 130 ว่า
พลท้าวชมชื่นเหล้น สะบัดชัย อยู่แล
มัวม่วนกินสนุกใจ โห่เหล้า
ทัพหลวงแห่งพระขิต ชมโชค พระเอย่
กลองอุ่นเมืองท้าวก้อง ติ่งแตร
บทบาทและหน้าที่ของกลองสะบัดชัยจากหลักฐานทางวรรณกรรมดังกล่าวแสดงว่าแต่เดิมนั้นเกี่ยวพันกับฝ่ายอาณาจักรกษัตริย์หรือเจ้าเมืองและกองทัพทั้งนั้นต่อมาเมื่อสถาบันกษัตริย์เจ้าเมืองของล้านนาถูกลดอำนาจจนสูญไปในที่สุด กลองสะบัดชัยซึ่งถือได้ว่าเป็นของสูง จึงเปลี่ยนที่อยู่ใหม่ไปอยู่กับ ศาสนจักร ซึ่งมีบทบาทคู่กับ ‘' อาณาจักร มาตลอดศาสนสถานของพุทธศาสนาคือวัด ฉะนั้นวัดจึงน่าจะเป็นสถานที่รองรับกลองสะบัดชัยมาอีกทอดหนึ่ง และเมื่อเข้าไปอยู่ในวัดหน้าที่ใหม่ที่เพิ่มขึ้น คือตีเป็น ‘' พุทธบูชา จนได้ชื่ออีกชื่อหนึ่งว่า กลองปูชา ( อ่าน ก๋องปู๋จา ) เวลาตีก็บอกว่า ตีกลองปูชา กระนั้นก็ตามหลายแห่งยังพูดว่า ตีกลองสะบัดชัย อยู่ดี
อย่างไรก็ตามแม้จะได้หน้าที่ที่ใหม่แล้ว หน้าที่เดิมที่ยังคงอยู่ก็คือเป็น สัญญาณ เพราะวัดเป็นศูนย์รวมของชุมชนข่าวสารต่าง ๆ จึงมักออกจากวัด ปัจจุบันจึงได้ยินเสียงกลองจากวัดอยู่บ้าง ( เฉพาะวัดที่ยังไม่มีเครื่องเสียงตามสาย ) เพื่อเป็นสัญญาณเรียกประชุมสัญญาณบอกเหตุฉุกเฉิน สัญญาณบอกวันโกนวันพระและหน้าที่รองลงมาที่เกือบจะสูญหายแล้วาคือเป็น ‘' มหรสพ ซึ่งเหลือเฉพาะในงานบุญคือ บุญสลากภัตต์ที่เรียกว่า ทานกวยสลาก ( อ่าน ‘' ตานก๋วยสะหลาก )
หมายเหตุ
การเรียงของลูกกลองสบัดชัยในอดีตจะเอาลูกตุบไว้ด้านขวา เอาใบใหญ่ไว้ด้านซ้าย ซึ่งตรงกันข้ามกันกับกลองปูจา เพราะกลองปูจา จะเอาลูกตุบไว้ด้านซ้าย เอาใบใหญ่ไว้ด้านขวา แต่เมื่อยุคสมัย บวกกับสภาพแวดล้อม ทำให้การใส่ลูกตุบของกลองสบัดชัยไม่มีอีกต่อไป คงเหลือแต่ตัวแม่ หรือใบใหญ่
ทรรศนะที่ว่ากลองสะบัดชัยเปลี่ยนที่อยู่ใหม่จากอาณาจักรสู่ศาสนจักรเป็นเพียงความเข้าใจที่ได้จากการวิเคราะห์จากหลักฐานที่ยกมาเท่านั้น ผู้อ่านอาจไม่เห็นด้วยก็ได้ เพราะวัดมีหอกกลองมาช้านานแล้ว
การนำกลองสะบัดชัยเข้าสู่ขบวนแห่
บทบาทและหน้าที่เดิมของกลองสะบัดชัยอย่างหนึ่งคือเป็นมหรสพ ซึ่งเป็นมหรสพในงานระดับกษัตริย์หรือเจ้าเมือง ( วัง ) ต่อมาเป็นมหรสพในงานบุญคือระดับศาสนา ( วัด ) ก็ยังหาหลักฐานไม่พบว่ามีการนำเอาเข้าขบวนแห่ด้วยหรือไม่ เพราะกลองสะบัดชัยหรือกลองบูชาที่อยู่ตามวัดนั้นมีขนาดใหญ่และมีน้ำหนักมาก ยากแก่การเคลื่อนย้าย ภายหลังน่าจะมีผู้คิดว่าควรนำไปแห่เข้าขบวนด้วย จึงจำลองขนาดให้พอหามสองคนได้โดยย่อขนาดให้สั้นลงประมาณ 1 ใน 3 ส่วน
กลองตุ้ม
กลองตุ้มเป็นกลองสองหน้า มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ ๓๐ ซม. ยาว ๔๐ ซม.ขึงด้วยหนังทั้งสองหน้า ตัวกลองทำด้วยไม้เนื้อแข็ง ใช้ขึ้นหน้าด้วยเชือกหนัง กลองตุ้มเล่นกันในหมู่ชาวผู้ไทยมานานแล้ว ใช้ประสมในวงดนตรี ประกอบหมอลำ ร่วมกับ แคน พิณ ปี่ลูกแคน ในกระบวนแห่ร่วมกับกลองเส็ง ผางฮาด กลองหาง ฉิ่ง แส่ง
รำมะนา (มลายู: Rebana) เป็นกลองที่ขึงหนังหน้าเดียว หน้ากลองที่ขึงหนังผายออก ตัวกลองสั้น รูปร่างคล้ายชามกะละมัง มีอยู่ 2 ชนิด คือ "รำมะนามโหรี" และ "รำมะนาลำตัด"
รำมะนามโหรี มีขนาดเล็ก หน้ากว้างประมาณ 26 ซม ตัวรำมะนายาว ประมาณ 7 ซม หนังที่ขึ้นหน้าตรึงด้วยหมุดโดยรอบ จะเร่งหรือลดเสียงให้สูงต่ำไม่ได้ แต่มีเชือกเส้นหนึ่งที่เรียกว่า สนับ สำหรับหนุนข้างในโดยรอบ ช่วยทำให้เสียงสูงได้ บรรเลงใช้ตีด้วยฝ่ามือคู่กับโทนมโหรี
ส่วน รำมะนาลำตัด มีขนาดใหญ่ หน้ากว้างประมาณ 48 ซม. ตัวรำมะนายาวประมาณ 13 ซม. ขึ้นหนังหน้าเดียว โดยใช้เส้นหวายผ่าซีกโยงระหว่างขอบปน้ากับวงเหล็กซึ่งรองก้นใช้เป็นขอบ ของตัวรำมะนา และใช้ลิ่มหลายๆ อันตอกเร่งเสียงระหว่างวงเหล็กกับก้นรำมะนา รำมะนาชนิดนี้เข้าใจว่าได้แบบอย่างมาจากชวาและเข้ามาแพร่หลายในสมัยรัชกาลที่ 5 ใช้ประกอบการเล่นลำตัดและลิเกลำตัด ในการประกอบการเล่นลำตัดนั้นจะใช้รำมะนากี่ลูกก็ได้ โดยให้คนตีนั่งล้อมวงและเป็นลูกคู่ร้องไปด้วย
รำมะนา (มลายู: Rebana) เป็นกลองที่ขึงหนังหน้าเดียว หน้ากลองที่ขึงหนังผายออก ตัวกลองสั้น รูปร่างคล้ายชามกะละมัง มีอยู่ 2 ชนิด คือ "รำมะนามโหรี" และ "รำมะนาลำตัด"
รำมะนามโหรี มีขนาดเล็ก หน้ากว้างประมาณ 26 ซม ตัวรำมะนายาว ประมาณ 7 ซม หนังที่ขึ้นหน้าตรึงด้วยหมุดโดยรอบ จะเร่งหรือลดเสียงให้สูงต่ำไม่ได้ แต่มีเชือกเส้นหนึ่งที่เรียกว่า สนับ สำหรับหนุนข้างในโดยรอบ ช่วยทำให้เสียงสูงได้ บรรเลงใช้ตีด้วยฝ่ามือคู่กับโทนมโหรี
ส่วน รำมะนาลำตัด มีขนาดใหญ่ หน้ากว้างประมาณ 48 ซม. ตัวรำมะนายาวประมาณ 13 ซม. ขึ้นหนังหน้าเดียว โดยใช้เส้นหวายผ่าซีกโยงระหว่างขอบปน้ากับวงเหล็กซึ่งรองก้นใช้เป็นขอบ ของตัวรำมะนา และใช้ลิ่มหลายๆ อันตอกเร่งเสียงระหว่างวงเหล็กกับก้นรำมะนา รำมะนาชนิดนี้เข้าใจว่าได้แบบอย่างมาจากชวาและเข้ามาแพร่หลายในสมัยรัชกาลที่ 5 ใช้ประกอบการเล่นลำตัดและลิเกลำตัด ในการประกอบการเล่นลำตัดนั้นจะใช้รำมะนากี่ลูกก็ได้ โดยให้คนตีนั่งล้อมวงและเป็นลูกคู่ร้องไปด้วย
กลองแขก
กลองแขก เป็นเครื่องดนตรีประเภทเครื่องตีที่มีรูปร่างยาวเป็นรูปทรงกระบอก ขึ้นหนังสองข้างด้วยหนังลูกวัวหรือหนังแพะ. หน้าใหญ่ กว้างประมาณ 20 cm เรียกว่า หน้ารุ่ยหรือ "หน้ามัด" ส่วนหน้าเล็กกว้างประมาณ 15 cm เรียกว่า หน้าต่านหรือ"หน้าตาด" ตัวกลองหรือหุ่นกลองสามารถทำขึ้นได้จากไม้หลายชนิดแต่โดยมากจะนิยมใช้ไม้เนื้อแข็งมาทำเป็นหุ่นกลอง เช่นไม้ชิงชัน ไม้มะริด ไม้พยุง กระพี้เขาควาย ขนุน สะเดา มะค่า มะพร้าว ตาล ก้ามปู เป็นต้น ขอบกลองทำมาจากหวายผ่าซีกโยงเรียงเป็นขอบกลองแล้วม้วนด้วยหนังจะได้ขอบกลองพร้อมกับหน้ากลอง และถูกขึงให้ตึงด้วยหนังเส้นเล็ก เรียกว่าหนังเรียดเพื่อใช้ในการเร่งเสียงให้หน้ากลองแต่ละหน้าได้เสียงที่เหมาะสมตามความพอใจ กลองแขกสำรับหนึ่งมี 2 ลูก ลูกเสียงสูงเรียก ตัวผู้ ลูกเสียงต่ำเรียก ตัวเมีย ตีด้วยฝ่ามือทั้งสองข้างให้สอดสลับกันทั้งสองลูก
ลักษณะเสียง
กลองแขกตัวผู้ มีเสียงที่สูงกว่ากลองแขกตัวเมียโดย เสียง "ติง" ในหน้ามัด และเสียง โจ๊ะ ในหน้าตาด
กลองแขกตัวเมีย มีเสียงที่ต่ำกว่ากลองแขกตัวผู้ โดย เสียง ทั่ม ในหน้ามัด และเสียง จ๊ะ ในหน้าตาด
วิธีการบรรเลง
การบรรเลงนั้นจะใช้มือตีไปทั้งสองหน้าตามแต่จังหวะหรือหน้าทับที่กำนดไว้ ในหน้าเล็กหรือหน้าตาด จะใช้นิ้วชี้หรือนิ้วนางในการตี เพื่อให้เกิดเสียงที่เล็กแหลม ในหน้ามัดหรือหน้าใหญ่ จะใช้ฝ่ามือตีลงไปเพื่อให้เกิดเสียงที่หนักและแน่น ซึ่งมีวิธีการบรรเลงที่ละเอียดอ่อนลงไปอีกตามแต่กลวิธีที่ครูอาจารย์แต่ละท่านจะชี้แนะแนวทางการปฏิบัติ
ลักษณะเสียง
กลองแขกตัวผู้ มีเสียงที่สูงกว่ากลองแขกตัวเมียโดย เสียง "ติง" ในหน้ามัด และเสียง โจ๊ะ ในหน้าตาด
กลองแขกตัวเมีย มีเสียงที่ต่ำกว่ากลองแขกตัวผู้ โดย เสียง ทั่ม ในหน้ามัด และเสียง จ๊ะ ในหน้าตาด
วิธีการบรรเลง
การบรรเลงนั้นจะใช้มือตีไปทั้งสองหน้าตามแต่จังหวะหรือหน้าทับที่กำนดไว้ ในหน้าเล็กหรือหน้าตาด จะใช้นิ้วชี้หรือนิ้วนางในการตี เพื่อให้เกิดเสียงที่เล็กแหลม ในหน้ามัดหรือหน้าใหญ่ จะใช้ฝ่ามือตีลงไปเพื่อให้เกิดเสียงที่หนักและแน่น ซึ่งมีวิธีการบรรเลงที่ละเอียดอ่อนลงไปอีกตามแต่กลวิธีที่ครูอาจารย์แต่ละท่านจะชี้แนะแนวทางการปฏิบัติ
กลองแขก
กลองแขก หรือ กลองคู่ เป็นกลองทรงกระบอกขึงหนังสองหน้าเช่นกัน
แต่มีสองใบ รวมเป็นหนึ่งคู่ ใบที่เสียงสูงกว่าเรียกว่า กลองแขกตัว ผู้ ใบที่เสียงต่ำกว่าเรียกว่า กลองแขกตัวเมียใช้ผู้บรรเลงสองคน โดยวางกลองบนตักมือตีดีดสลับกันตามรูปแบบเฉพาะของจังหวะเพลงซึ่งเรียกว่า “หน้าทับ”สันนิษฐานว่า กลองแขกมาจากชวา เดิมใช้บรรเลงร่วมกับ “ปี่ชวา”เรียกว่า “วงปี่ชวากลองแขก” ซึ่งใช้ในกระบวนแห่นำเสด็จพระราชดำเนินเช่น กระบวนพยุหยาตราทั้งทางบกและทางน้ำรวมทั้งในการประกอบการรำอาวุธกระบี่ กระบอง ต่อยมวยหรือแม้กระทั่งวงบัวลอยและปี่พาทย์นางหงส์ที่ใช้ประโคมศพปัจจุบันนิยมใช้กลองแขกในวงปี่พาทย์แทน ตะโพนและกลองสองหน้า
ส่วนประกอบของกลองแขก มีดังนี้
หน้ากลอง ทำจากหนังแพะหรือหนังลูกวัว ผ่านกระบวนการแปรสภาพเช่น ขูดไปมัน ตาก นวด (ยำกลอง) เป็นต้น จนได้ที่จึงนำมาขึงพาดยึดติดกับหุ่นกบองด้วยหนังเรียดด้านหน้าใหญ่ เรียกว่า “หน้ารุ่ย”หนังเรียด ในอดีตทำจากหวายผ่าซีก ปัจจุบันนิยมใช้หนังโค กระบือใช้ผูกโยง หนังหน้ากลองทั้งสอง และสามารถสาวเร่งเสียงให้เกิดเสียงสูงต่ำตามที่ต้องการแล้วใช้หนังเรียดอีกเส้นหนึ่งรวบหนังเรียดให้เป็นระเบียบ เรียก “รัดอก”หุ่นกลอง ทำจากไม้เนื้อแข็ง เช่นไม้ชิงชัง ไม้ประดู่ ไม้กระพี้เขาควาย เป็นต้นรัดอกด้านหน้าเล็ก เรียกว่า “หน้าต่าน”
กลองสองหน้า
กลองสองหน้า สันนิษฐานว่าเริ่มนำมาใช้ในสมัยรัชกาลที่ 2 มีลักษณะคล้ายลูกเปิงมาง แต่ใหญ่กว่า หน้ากลองด้านกว้างเส้นผ่านศูนย์กลาง 21-24 เซนติเมตร ด้านเล็กเส้นผ่านศูนย์กลาง 20-22 เซนติเมตร ตัวกลองยาว 55-58 เซนติเมตร ใช้ในวงปี่พาทย์เสภาและใช้ตีประกอบจังหวะการเดี่ยวเครื่องดนตรีต่างๆด้วย
ไม้ที่นิยมทำกลองสองหน้า ได้แก่ ไม้ซอ หรือไม้ขนุนแต่ที่นิยมคือไม้ประดู่โดยเฉพาะอย่างยิ่งไม้ประดู่เหลือง หนังหุ้มกลองที่นิยมใช้หุ้มหน้ากลอง คือหนังวัว ซึ่งต้องขูดเศษเนื้อ และเอ็นออกให้หมดจากด้านใน และ ด้านนอกสล่าบางคนเหลือขนติดไว้บางบริเวณที่เป็นขอบกลอง โดยมีเหตุผลว่าเพื่อบริเวณที่รับแรงดึงมากกว่า บริเวณอื่นๆ มีความทนทานมากขึ้น
นอกจากหนังวัวแล้ว สล่าบางคนเห็นว่าหนังของ"เยือง" หรือเลียงผาเป็นหนังที่ใช้หุ้มกลองได้ดีมาก เพราะหนังของ เยืองนุ่มกว่าหนังวัว จึงทำให้เสียงนุ่มหูกว่า แต่เยืองเป็นสัตว์ที่หายาก หนังเยืองจึงกลายเป็นหนังในอุดมคติและหนัง วัวจึงถูกนำมาใช้จริงๆหนังวัวที่ดีนั้นควรได้จากหนังวัวหนุ่ม หรือวัวตัวเมียที่ตกลูกไม้เกิน 2 ครอก มิฉะนั้นหนังจะหยาบกระด้างเกินไปนอกจากนี้ท่าเป็นไปได้ สล่าจะพอใจในหนังที่อยู่ข้างบนในเวลาวัวนอนเนื่องจากวัวนอนตะเเคงด้านเดียวเสมอก่อนหุ้มกลอง หนังจะถูกขึงกับกงล้อจักรยานให้ตึง เมื่อแห้งได้ที่สล่าจะนำห่วงกลมขนาดพอสวมหน้ากลองได้ มาทับ กับหนัง แล้วตัดหนังรอบๆห่วงโดยเผื่อพับไว้ไม่น้อยกว่า 2 นิ้ว จากนั้นสล่าจะเอาน้ำลูบหนังให้อ่อนตัวเพื่อพับเข้ากับตัว และเจาะรูร้อยหนังหรือเชือก และทำเป็นห่วงโดยรอบเรียกว่า"สายหูหิ่ง"เมื่อพร้อมเสร็จจะนำไปปิดหน้า กลองได้สายขึ้นหน้ากลอง หรือ"หนังชัก"นั้น ปกติใช้หนังซึ่งตัดเป็นเส้นยาวๆและปิดเกลียวไว้ถ้าเป็นกลองขนาดใหญ่อาจใช้หนังควายทำเพราะเหนียวและทนทานมากสล่าส่วนมากต้องการใช้เส้นหนังทำหนังชักแต่ถ้าหาไม้ได้ก็จะใช้เชือกไนลอน ซึ่งหาง่ายจากตลาด การใช้เชือกล่อนไม่มีผลเสียต่อเสียงกลอง จึงทำใหส้ล่าจำนวนมากต้องใช้เชือกไนล่อนแทน เส้นหนังการแต่งเสียงกลอง เป็นงานที่สำคัญงานหนึ่งของสล่ากลอง เป็นทั้งงานลำดับสุดท้ายและงานต่อเนื่องที่ไม่มีวันสิ้นสุด การขหนังหน้ากลองเมื่อเวลาจะใช้งาน คือ ภารกิจหลัก ซึ่งไม่มีข้อยุ้งยากแต่ประการใด และก่อนใช้งาน นอกจากขึ้นหนังกลองให้ได้ที่แล้ว ยังต้องมีการติด"จ่ากลอง"และตีเสียงฟังควบคู่ไปด้วย
ปัจจุปันนี้ กลองสองหน้ามีราคาประมาณ 1000 ขึ้นไป
ไม้ที่นิยมทำกลองสองหน้า ได้แก่ ไม้ซอ หรือไม้ขนุนแต่ที่นิยมคือไม้ประดู่โดยเฉพาะอย่างยิ่งไม้ประดู่เหลือง หนังหุ้มกลองที่นิยมใช้หุ้มหน้ากลอง คือหนังวัว ซึ่งต้องขูดเศษเนื้อ และเอ็นออกให้หมดจากด้านใน และ ด้านนอกสล่าบางคนเหลือขนติดไว้บางบริเวณที่เป็นขอบกลอง โดยมีเหตุผลว่าเพื่อบริเวณที่รับแรงดึงมากกว่า บริเวณอื่นๆ มีความทนทานมากขึ้น
นอกจากหนังวัวแล้ว สล่าบางคนเห็นว่าหนังของ"เยือง" หรือเลียงผาเป็นหนังที่ใช้หุ้มกลองได้ดีมาก เพราะหนังของ เยืองนุ่มกว่าหนังวัว จึงทำให้เสียงนุ่มหูกว่า แต่เยืองเป็นสัตว์ที่หายาก หนังเยืองจึงกลายเป็นหนังในอุดมคติและหนัง วัวจึงถูกนำมาใช้จริงๆหนังวัวที่ดีนั้นควรได้จากหนังวัวหนุ่ม หรือวัวตัวเมียที่ตกลูกไม้เกิน 2 ครอก มิฉะนั้นหนังจะหยาบกระด้างเกินไปนอกจากนี้ท่าเป็นไปได้ สล่าจะพอใจในหนังที่อยู่ข้างบนในเวลาวัวนอนเนื่องจากวัวนอนตะเเคงด้านเดียวเสมอก่อนหุ้มกลอง หนังจะถูกขึงกับกงล้อจักรยานให้ตึง เมื่อแห้งได้ที่สล่าจะนำห่วงกลมขนาดพอสวมหน้ากลองได้ มาทับ กับหนัง แล้วตัดหนังรอบๆห่วงโดยเผื่อพับไว้ไม่น้อยกว่า 2 นิ้ว จากนั้นสล่าจะเอาน้ำลูบหนังให้อ่อนตัวเพื่อพับเข้ากับตัว และเจาะรูร้อยหนังหรือเชือก และทำเป็นห่วงโดยรอบเรียกว่า"สายหูหิ่ง"เมื่อพร้อมเสร็จจะนำไปปิดหน้า กลองได้สายขึ้นหน้ากลอง หรือ"หนังชัก"นั้น ปกติใช้หนังซึ่งตัดเป็นเส้นยาวๆและปิดเกลียวไว้ถ้าเป็นกลองขนาดใหญ่อาจใช้หนังควายทำเพราะเหนียวและทนทานมากสล่าส่วนมากต้องการใช้เส้นหนังทำหนังชักแต่ถ้าหาไม้ได้ก็จะใช้เชือกไนลอน ซึ่งหาง่ายจากตลาด การใช้เชือกล่อนไม่มีผลเสียต่อเสียงกลอง จึงทำใหส้ล่าจำนวนมากต้องใช้เชือกไนล่อนแทน เส้นหนังการแต่งเสียงกลอง เป็นงานที่สำคัญงานหนึ่งของสล่ากลอง เป็นทั้งงานลำดับสุดท้ายและงานต่อเนื่องที่ไม่มีวันสิ้นสุด การขหนังหน้ากลองเมื่อเวลาจะใช้งาน คือ ภารกิจหลัก ซึ่งไม่มีข้อยุ้งยากแต่ประการใด และก่อนใช้งาน นอกจากขึ้นหนังกลองให้ได้ที่แล้ว ยังต้องมีการติด"จ่ากลอง"และตีเสียงฟังควบคู่ไปด้วย
ปัจจุปันนี้ กลองสองหน้ามีราคาประมาณ 1000 ขึ้นไป
สมัครสมาชิก:
ความคิดเห็น (Atom)
ปี่จุม
ปี่จุมเป็นเครื่องดนตรีพื้นบ้านล้านนา ไม่ทราบประวัติความเป็นมาที่ชัดเจน เลาปี่ทำจากลำไม้รวก ปลายด้านหนึ่งบริเวณรูเป่าเจาะทะลุเป็นรูปสี่เหล...
-
จะเข้เป็นเครื่องดนตรีประเภทพิณหรือเครื่องดีดขนาดใหญ่ที่บรรเลงโดยวางวางราบลงบนพื้นเบื้องหน้าผู้บรรเลง ตัวจะเข้นั้นทำจากไม้ขนุนเซาะด...
-
1 .เครื่องดนตรีภาคเหนือ สะล้อ เป็นเครื่องสายบรรเลง ด้วยการสี ใช้คัน ชักอิสระ ตัวสะล้อที่เป็น แหล่งกำเนิดเสียงทำ ด้วยกะลามะพร้าว ซึง ...
-
สะล้อ เป็นเครื่องดนตรีเครื่องสีพื้นเมือง ล้านนา ซึ่งสะล้อมีทั้ง 2 สายและ 3 สาย และเป็นตัวหลักมักนิยมใช้ขึ้นนำเพลงในวงกับเครื่องดนตรีชน...