วันจันทร์ที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2566

ปี่จุม

  ปี่จุมเป็นเครื่องดนตรีพื้นบ้านล้านนา ไม่ทราบประวัติความเป็นมาที่ชัดเจน เลาปี่ทำจากลำไม้รวก ปลายด้านหนึ่งบริเวณรูเป่าเจาะทะลุเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าสำหรับสอดลิ้นที่ทำจากทองเหลือง เงิน หรือโลหะชนิดอื่น เพื่อทำให้เกิดการสั่นสะเทือนเป็นเสียงไพเราะเมื่อผู้บรรเลงเป่าหรือดูดลมผ่านลิ้นโลหะนั้นๆ
         ด้านหนึ่งของเลาปี่เจาะด้วยเหล็กเผาไฟเรียงลำดับลงมา 7 รู ตามระยะห่างของแต่ละเสียง โดยเจาะให้ชอนทะลุย้อนขึ้นไปทางหัวปี่ที่ใส่ลิ้น ดังนั้นปี่จุมแต่ละเลาจึงมีขนาดยาว-สั้น และเล็ก-ใหญ่แตกต่างกันไปตามเสียงที่ต้องการ เหตุที่เรียกว่า ปี่จุม เพราะใช้บรรเลงเป็น จุม (ชุด) คือ ประกอบด้วยปี่ตั้งแต่สามเลาขึ้นไป สามารถแบ่งตามขนาดได้ 5 ชนิด คือ
         1. ปี่แม่ เป็นปี่ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในชุดเดียวกัน ยาวประมาณ 70-75 ซม. มีเสียงทุ้มต่ำ เวลาบรรเลงในวงเสียงจะยืนเสียงพื้น และทำหน้าที่ประสานเสียง มีการไล่เสียงคล้ายปี่ก้อย ในปัจจุบันมีการนำเอา ซึง มาเล่นแทนเพื่อความกระชับและเพื่อการกำหนดจังหวะที่แน่นอน
         2. ปี่กลาง เป็นปี่ที่มีขนาดปานกลาง ยาวประมาณ 60-65 ซม. มีระดับเสียงค่อนข้างทุ้ม ทำหน้าที่ประสานเสียงกับปี่ก้อย
         3. ปี่ก้อย มีขนาดเล็กลดหลั่นลงมาจากปี่แม่และปี่กลาง ยาวประมาณ 40-45 ซม. มีระดับเสียงไม่ทุ้ม และไม่แหลมเกินไป ทำหน้าที่ในการขึ้นหรือลงเพลง ปี่ทุกเลาต้องฟังปี่ก้อยเป็นหลัก แม้แต่ช่างซอก็ยึดเอาเสียงปี่ก้อยเป็นหลัก
         4. ปี่เล็ก จัดได้ว่าเป็นปี่ขนาดเล็ก ยาวประมาณ 30-35 ซม. มีเสียงเล็กแหลม มีการไล่เสียงคล้ายปี่กลาง ทำหน้าประสานเสียงกับปี่ก้อย
         5. ปี่ตัด หรือปี่ก้อยน้อย จัดได้ว่าเป็นขนาดเล็กที่สุดในวงปี่จุม มีเสียงเล็กแหลม การไล่เสียงคล้ายปี่ก้อย ในปัจจุบันไม่นิยมเป่าเพราะจะทับทางกับปี่ก้อย ต้องอาศัยผู้เล่นที่มีทักษะในการจำแนกทาง
         สำหรับการเล่นรวมวง นิยมใช้ปี่เป็นชุดเรียกว่า วงปี่จุม นั้นหมายถึงการใช้ปี่ขนาดต่างๆ กันเป่าบรรเลงรวมกันตามจำนวนและขนาดที่กำหนด วงปี่จุมทั่วไปมี 3 แบบ คือ
         ปี่จุมสาม ประกอบด้วย ปี่แม่ ปี่กลาง และปี่ก้อย
         ปี่จุมสี่ี่ ประกอบด้วย ปี่แม่ ปี่กลาง ปี่ก้อย และปี่เล็ก
         ปี่จุมห้า ประกอบด้วย ปี่แม่ ปี่กลาง ปี่ก้อย ปี่เล็ก และปี่ตัด


เครื่องดีด จ้องหน่อง

 เครื่องดีด

จ้องหน่อง

         เครื่องดนตรีประเภทเครื่องดีด ทำจากไม้ไผ่ เวลาดีดต้องสอดคาบไว้ในปาก โดยมีกระพุ้งแก้มทำหน้าที่เป็นกล่องเสียง ภาคกลางเรียกว่า จ้องหน่อง บางท้องถิ่นอาจจะเรียก หุน หึน หืน หรือ โกย ในแถบอีสานใต้ เรียกว่า อังกุยจ์

         จ้องหน่องนั้นทำจากชิ้นไม้ไผ่ขนาดเล็ก ยาวประมาณ 12-15 ซม. กว้างประมาณ 1-2 ซม. นำมาเซาะร่องตรงกลางเป็นลักษณะของลิ้นไม้ ปลายด้านหนึ่งใช้เป็นที่จับ ส่วนอีกด้านใช้นิ้วดีดเพื่อให้เกิดการสั่นสะเทือน เสียงที่เกิดขึ้นนั้นจะแตกต่างก็ต่อเมื่อผู้บรรเลงใช้การเปิดปิดกระพุ้งแก้มให้กว้างหรือแคบ

จ้องหน่อง หืน หรือ หุนเป็นเครื่องดนตรีประเภทดีดชนิดหนึ่ง ทำด้วยไม้ไผ่หรือโลหะบาง เซาะร่องตรงกลางเป็นลิ้นในตัว เวลาเล่น (ดีด) ประกบจ้องหน่องเข้ากับปาก ดีดที่ปลายข้างหนึ่งของจ้องหน่องด้วยนิ้วหัวแม่มือหรือนิ้วชี้ หรือชักด้วยด้ายเชือกที่ผูกโยงกับปลายจ้องหน่อง อาศัยกระพุ้งปากเป็นกล่องเสียง (ขยายเสียงในลักษณะเดียวกับกะโหลกซอหรือลำตัวของกีตาร์โปร่ง‎) การสร้างโทนเสียงทำให้เกิดเสียงสูงต่ำตามขนาดของกระพุ้งปากที่ทำ สามารถดีดเป็นเสียงแท้คล้ายเสียงคนออกเสียงสระ

นิยมเล่นกันในชาติพันธุ์ต่าง ๆ ในกลุ่มไทยลาว เช่น ผู้ไทซึ่งเรียกชื่อว่า "โกย" และมูเซอเรียกว่า "เปี๊ยะ"เครื่องดนตรีชนิดนี้ยังพบในต่างประเทศด้วย ได้แก่ แถบมองโกเลีย ปาปัวนิวกินี เกาะลมบก บาหลี แอฟริกา และยุโรป


ปี่แน

 แน เป็นปี่พื้นเมืองพายัพประเภทใช้ลิ้นในการกำเนิดเสียง มีลักษณะคล้ายปี่ชวา หรือปี่มอญ ประกอบด้วย 3 ส่วนสำคัญที่สามารถแยกออกจากกันได้ คือ เลาปี่ ลิ้นปี่ และส่วนปลายเปิดที่เรียกว่า ลำโพง
         เลาปี่ ทำด้วยไม้เนื้อแข็ง กลึงกลมเรียว บริเวณเลาปี่ด้านที่ใกล้ปากเป่า กลึงเป็นลูกแก้วควั่นเพื่อความสวยงาม ที่ตัวเลาปี่เจาะรูสำหรับนิ้วเปิด-ปิดให้เกิดสียงต่างๆ ในขณะเป่า 7 รู ลำโพงปี่ ทำด้วยทองเหลืองหรือโลหะผสมหลอม ตีให้ปลายบานออกคล้ายดอกลำโพงเพื่อช่วยการกระจายเสียงให้ดังกังวานขึ้น
         ลิ้นปี่ ของปี่แนนั้นเป็นลิ้นคู่ ทำจากใบตาลซ้อนกัน 4 ชั้น ตัดผูกติดกับท่อโลหะกลึงกลม เรียกว่า กำพวด ทำด้วยโลหะชนิดต่างๆ เช่น ทองเหลือง, เงิน, นาค เป็นต้น ซึ่งจะมีความยาวแตกต่างกันไปตามชนิดและขนาดของปี่แน ถ้าขนาดใหญ่ คือ แนหลวง ขนาดเล็ก คือ แนน้อย
         นอกจากนี้ ปี่แนส่วนใหญ่จะมีแผ่นกระบังลม ซึ่งไม้ แผ่นโลหะ หรือพลาสติก สอดติดไว้กับกำพวดปี่สำหรับกันริมฝีปากผู้เป่าเช่นเดียวกับที่ปี่มอญหรือปี่ชวาใช้
         แนหลวง เป็นปี่ขนาดใหญ่คล้ายปี่มอญ มีเสียงดังกังวาน เลาปี่ยาวประมาณ 48-50 ซ.ม. ช่องปากลำโพงกว้างประมาณ 12-13 ซ.ม. รวมทั้งใบบานที่กางออกไปเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 21-22 ซ.ม. กำพวดยาวประมาณ 10 ซ.ม. ลีลาการบรรเลงไม่ค่อยมีลูกเล่นมากนัก เป่าดำเนินทำนองยาวๆ ลีลาเรียบง่ายเป็นส่วนมาก
         แนน้อย เป็นปี่ขนาดเล็ก เสียงค่อนข้างเล็กแหลม เลาปี่ยาวประมาณ 33-35 ซ.ม. ช่องปากลำโพงกว้างประมาณ 6-7 ซ.ม. ส่วนลำโพงที่บานออกไปเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 12-13 ซ.ม. กำพวดยาวประมาณ 8 ซ.ม. ลีลาดำเนินทำนองค่อนข้างผาดโผน คอยบรรเลงสอดสลับกับแนหลวง
         ตามปกติเลาปี่กับลำโพงที่สอดสวมเข้าไปด้วยกันนั้นหลวมหลุดออกจากกันได้ง่าย จึงต้องมีเชือกเส้นหนึ่งผูกลำโพงท่อนบนโยงมาผูกไว้กับตัวเลาปี่ตอนบนเหนือลูกแก้ว มักเป่าพร้อมกันทั้ง 2 เลา นิยมใช้ร่วมขบวนแห่ วงกลองตึ่งโนง, วงกลองหลวง เป็นต้น

ปี่มอญ

  ปี่มอญเป็นเครื่องเป่าประเภทใช้ลิ้นปี่เป็นตัวสร้างความสั่นสะเทือนให้เกิดเสียงปี่มอญมีรูปร่างคล้ายปี่ชวา แต่ยาวและใหญ่กว่า อีกวัสดุที่ใช้ทำลำโพงต่างกัน ทำให้มีเสียงทุ้มต่ำนุ่มนวลเป็นเอกลักษณ์ มีบทบาทำคัญอยู่ในวงปี่พาทย์มอญ

         ปี่มอญมีส่วนประกอบที่สำคัญคือ

         1.เลาปี่ กลึงจากไม้เนื้อแข็งกลมมีความยาวประมาณ 50 ซม. โดยตอนบนใกล้ปากผู้บรรเลงจะคอดเล็ก และผายออกเล็กน้อยในตอนปลาย ด้านบนของเลาปี่เจาะรูนิ้ว 7 รู เช่นเดียวกับขลุ่ยเพียงออ และปี่ชวา ด้านหลังเจาะรูนิ้วค้ำ 1 รู ตรงตำแหน่งของนิ้วโป้ง

         2.ลำโพงปี่ ทำจากโลหะ ชนิดต่างๆ เช่น เงิน ทองเหลือง นำมาตีออกเป็นแผ่นบางแล้วม้วนติดเข้ากันเป็นลักษณะของดอกลำโพง ปากลำโพงกว้างประมาณ 10 ซม. ส่วนที่บานออกกว้างประมาณ 5 ซม.

         3.ลิ้นปี่ ทำจากใบตาลแห้ง ตัดบางซ้อนกัน 4 ชิ้น แล้วผูกติดกับแท่งโลหะเล็กๆ (เรียกว่าการผูกแบบตะกรุดเบ็ด) ซึ่งทำจาก นาค ทองเหลือง หรือเงิน เรียกว่า กำพวด แล้วจึงนำปลายด้านหนึ่งของกำพวดเสียบเข้ากับรูบริเวณทวนบนของเลาปี่ปี่มอญนั้นมีขนาดใหญ่กว่าปี่ทั่วไป กำพวดจึงยาวกว่า มีความยาวประมาณ 8 ซม.

ปี่ชวา

   ปี่ชวาเป็นเครื่องเป่าที่กำเนิดเสียงจากการสั่นสะเทือนของลิ้นปี่ สันนิษฐานว่าได้รับอิทธิพลและดัดแปลงมาจากปี่ไฉนของอินเดีย โดยเข้ามามีบทบาทเกี่ยวข้องกับพระราชพิธีสำคัญต่างๆแต่ครั้งอยุธยาตอนต้น เช่น กระบวนพยุหยาตรา การรำอาวุธ กระบี่กระบอง รำกริช หรือเข้าไปประสมในวงปี่พาทย์นางหงส์ วงปี่ชวากลองแขก (วงบัวลอย) ซึ่งใช้เฉพาะพิธีศพ เป็นต้น

         ปี่ชวานั้นมีส่วนประกอบที่สำคัญคือ

         1.เลาปี่ ทำจากไม้เนื้อแข็งหรือ งาช้าง ยาวประมาณ 27 ซม. เหลากลึงได้รูป เจาะรูเป่า 7 รู โดยเรียงตำแหน่งนิ้วคล้ายขลุ่ย (ต่างจาก ปี่ใน ปี่นอก ปี่กลาง)

         2.ลำโพงปี่ ทำจากไม้เนื้อแข็งหรืองาช้าง นิยมใช้เป็นวัสดุเดียวกันกับเลาปี่ สามารถถอดแยกออกจากเลาปี่ได้เป็นอิสระ ตอนปลายของลำโพงบางออกเล็กน้อยเพื่อกระจายเสียง

         3.ลิ้นปี่ ทำจากใบตาลแห้ง ตัดบางซ้อนกัน 4 ชิ้น แล้วผูกติดกับแท่งโลหะเล็กๆ (เรียกว่าการผูกแบบตะกรุดเบ็ด) ซึ่งทำจาก นาค ทองเหลือง หรือเงิน เรียกว่า กำพวด แล้วจึงนำปลายด้านหนึ่งของกำพวดเสียบเข้ากับรูบริเวณทวนบนของเลาปี่ ลิ้นปี่ของปี่ชวานั้นจะมีขนาดที่ยาวกว่าปี่ไฉนเล็กน้อย

ปี่ลูกแคน หรือ ปี่ผู้ไทย

 ปี่ลูกแคน หรือ ปี่ผู้ไทยเป็นเครื่องดนตรีประเภทเครื่องเป่าของชาวผู้ไทย ที่มีลักษณะของการประสมขลุ่ยกับแคนเข้าด้วยกัน โดยตัวปี่นั้นทำจาก “ไม้เฮี้ย” หรือ ไม้กู่แคน เช่นเดียวกับการทำแคน เนื่องจากปี่ชนิดนี้ทำจากไม้กู่แคน จึงมีผู้เรียกว่า “ปี่ลูกแคน” ก็มี
         การทำปี่ลูกแคนนั้น เริ่มจากการตัดไม้เฮี้ยออกเป็นท่อนให้มีความยาวเท่ากับ 1 ปล้อง โดยด้านบนตัดให้ขังข้อ ส่วนด้านล่างตัดข้อทิ้งให้ปลายเปิด
         ด้านบนของกู่แคนใกล้กับข้อ เจาะรูสี่เหลี่ยมผืนผ้าเป็นที่สำหรับสอดลิ้นปี่ ที่ทำจากผิวไม้ไผ่ หรือที่นิยมในปัจจุบันคือโลหะ เช่น ทองเหลือง ทองแดง หรือ เงิน แล้วจึงเจาะรูนิ้วไล่เรียงลำดับลงมา 5 รู โดยด้านบนสุดเจาะรูพิเศษหนึ่งรูแล้วจึงนำเยื่อไม้ไผ่มาปิดไว้ เรียกว่า “รูเยื่อ” ซึ่งมีหน้าที่ตกแต่งเสียงให้เกิดความพลิ้วไหวไพเราะ
          ปี่ลูกแคนนั้นนิยมบรรเลงร่วมกับเครื่องดนตรีชนิดอื่น เช่น พิณ แคน ซอ ทั้งยังสามารถเป่าเข้าวงประกอบการรำผู้ไทยและฟ้อนผู้ไทยได้อย่างไพเราะสนิทสนม                                                                                  

สะไน หรือ เสนงแกว

 สะไน หรือ เสนงแกว คือปี่เขาควาย เป็นเครื่องเป่าประเภทลิ้นเดียว ตัวกล่องเสียงทำด้วยเขาควายมีลิ้นโลหะ (เหมือนลิ้นแคน) หรือลิ้นไม้ไผ่บางๆ ติดอยู่ด้านหนึ่ง เวลาเป่าจะอมตรงลิ้นนี้ ด้านปากลำโพงเขาควายมีแผ่นไม้บางๆ ติดด้วยขี้สูดกั้นไว้ครึ่งหนึ่ง เวลาเป่าจะใช้มือปิดเปิดด้านนี้ บังคับเสียงสูงต่ำได้ด้วย สะไน ใช้ในการให้สัญญาณของชาวส่วยและพวกคล้องช้าง หาปลามาช้านาน ไม่ปรากฏใช้ในวงดนตรี ชาวส่วยไม่นิยมเล่นดนตรี
         การเทียบเสียง ทำเสียงต่างระดับกันได้เล็กน้อย ๒ - ๓ เสียง ไม่มีขนาดแน่นอน แล้วแต่ขนาดของเขาควาย สะไนเป็นเครืองดนตรีของ อีสานทางใต้ มักใช้ประสมกับ วงกันตรึม วงจ็วลมาโม็ด และประกอบการเล่นพื้นบ้านทุกประเภท

เทคนิคและวิธีการเล่นของเครื่องดนตรีไทย

 เทคนิคและวิธีการเล่นของเครื่องดนตรีไทย

                 เครื่องดนตรีไทยคืออะไร และมีกี่ประเภท
เครื่องดนตรีไทย คือ สื่งที่สร้างขึ้นสำหรับทำเสียงให้เป็นทำนองหรือจังหวะ วิธีที่ทำให้ มีเสียงดังขึ้นนั้นมีอยู่ 4 วิธี คือ
-ใช้มือหรือสิ่งใดสิ่งหนึ่งดีดที่ลาย แล้วเกิดเสียงดังขึ้น สิ่งที่มีลายสำหรับดีด เรียกว่า
เครื่องดีด
-ใช้เส้นหางม้าหลาย ๆ เส้นรวมกันสีไปมาที่ลาย แล้วเกิดเสียงดังขึ้น สิงที่มีสายแล้วใช้ เส้นหางม้าสีให้เกิดเสียง เรียกว่า เครื่องสี
-ใช้มือหรือไม้ตีที่สิ่งนั้นแล้วเกิดเสียงดังขึ้น สิ่งที่ใช้ไม้หรือมีอตี เรียกว่า เครื่องตี
-ใช้ปากเป่าลมเช้าไปในสิ่งนั้นแล้วเกิดเสียงดังขึ้น สิ่งที่เป่าลมเช้าไปแล้วเกิดเสียง เรียกว่า เครื่องเป่า
เครื่องดนตรีไทยจึงลามารถแบ่งไต้เป็น 4 ประเภท คือ ดีด สีตี เป่า
เครื่องดนตรีไทยทั้ง 4 ประ๓ท ประกอบด้วยอะไร และมีวิธีการเล่นอย่างไร
1.เครื่องดนตรีไทยประ๓ท เครื่องดีด
เครื่องดีด คือ เครื่องดนตรีไทยที่เล่นด้วยการใช้นิ้วมือ หรือไม้ดีด ดีดสายให้สั่นสะเทือน
จึงเกิดเสียงขึ้น เครื่องดนตรีไทยคือ กระจับ ปี พิณนิ้าเด้า พิณเปียะ จะเข้ ซึง
กระจับปี
เป็นเครื่องดนตรีประเภทดีด หรือพิณ 4 สายชนิดหนึ่ง ตัวกะโหลกเป็นรูปกลมรีแบน ทั้งหน้าหลัง มีความหนาประมาณ 7 ซม. ด้านหน้ายาวประมาณ 44 ซม. กว้างประมาณ 40 ซม. ทำคันทวนเรียวยาวประมาณ 138 ซม. ตอนปลายคันทวนมีลักษณะแบน และบาน ปลายผายโค้งออกไป ถ้าวัดรวมทั้งคันทวนและตัวกะโหลก จะมีความยาวประมาณ 180 ซม.
มีลูกบิดลำหรับขึ้นลาย 4 อัน มีนมรับริ้วนิ้ว 11 นมเท่ากับจะเข้ ตรงด้านหน้ากะโหลกมีแผ่นไม้ บาง ๆ ทำเป็นหย่องคํ้าลายให้ตุงขึ้น เวลาบรรเลงใช้นิ้วหัวแม่มือกับนิ้วขึ้จับไม้ดี เขี่ยลายให้ เกิดเสียง
         
เดรื่องดนตรีไทยสามารแบ่งออกเป็น2แบบด้วยกันดังนี้
แบบที่1 แบ่งตามชนิดของเรื่องดนตรีไทย
-ดีด
-สี
-ตี
-เป่า
แบบที่2 แบ่งตามภูมิภาค
-ภาคเหนือ
-ภาคตะวันออกเฉียงเหนือหรือภาคอีสาน
-ภาคกลาง
-ภาคใต้
ในที่นี้จะใช้แบ่ง2แบบแต่จะใช้แบ่งแบบแรกก่อนแล้วค่อยใช้แบบที่2ทีหลังนั่นเอง

                                                            

เปิงมางคอก

เปิงมางคอก คือเครื่องดนตรีประเภทเครื่องตีประกอบจังหวะ ขึ้นหน้าด้วยหนัง ซึ่งมีบทบาทหน้าที่สำคัญอยู่ในวงปี่พาทย์มอญ ทำหน้าที่ตีขัดจังหวะ หยอกล้อกับตะโพนมอญเพื่อเพิ่มรสชาติสนุกสนานไพเราะ
         เปิงมางคอก คือการนำ กลองเปิงมาง 7 ใบ ที่มีขนาดของหุ่นกลองลดหลั่นกันไป แล้วเทียบเสียงสูงต่ำไล่เป็นระดับด้วยการสาวกลองให้ตึงขึ้น รวมถึงการติดข้าวตะโพนเพื่อถ่วงเสียงให้ต่ำลง แล้วจึงนำลูกเปิงมางที่ปรับแต่งเสียงแล้วมาร้อยไว้กับแผงไม้รูปครึ่งวงกลม เรียกว่า คอกเปิง (สูงประมาณ 60 ซม.) โดยไล่มาจากทางซ้ายมือซึ่งเป็นเสียงต่ำสุด จนกระทั่งทางขวามือที่เป็นเสียงที่สูงที่สุด โดยผู้บรรเลงจะนั่นอยู่ภายในคอกครึ่งวงกลมนั้น ใช้มือทั้งสองข้างตี หรือบางครั้งก็ใช้ ข้อศอก ศีรษะ เพื่อความโลดโผนสนุกสนาน        
เปิงมาง หรือ เปิงมางคอก เป็นเครื่องดนตรีชนิดหนึ่ง แต่เดิมเป็นเครื่องดนตรีของชาวมอญ ใช้ตีหยอกล้อกับตะโพนมอญ มีลักษณะเป็นกลองขนาดต่างกัน 7 ลูกผูกเป็นราวในชุดเดียวกัน เรียงจากใหญ่ไปหาเล็ก ตัวกลองขึงด้วยหนังสองหน้า ขึ้นหน้าด้วยหนังเรียดโยงสายเร่งหนังหน้ากลองเป็นแนวยาวตลอด เวลาบรรเลงต้องติดข้าวสุกบดผสมขี้เถ้า คอกเปิงมางทำเป็นรั้ว 3 ชิ้นติดต่อกัน มีตะขอแขวนลูกเปิงเป็นระยะ คอกเป็นรูปเกือบครึ่งวงกลม เปิงมางคอกใช้บรรเลงในวงปี่พาทย์มอญ บรรเลงเพลงล้อเลียนขัดจังหวะด้วยเพลงตะพดมนต์เพิ่มอารมณ์สนุกสนานให้กับเสียงเพลง

การสร้าง
เปิงมางคอกเป็นชุดกลองจำนวน 7 ชิ้น คัดเกรดขนาด ซึ่งปรับให้เข้ากับระดับเสียงและโทนสีที่ต้องการโดยยืดหน้าหนังและใช้ส่วนผสมของข้าวสุกและขี้เถ้าที่นวดแล้วนวดตรงกลางหน้าเดียว กลองจะมัดติดกันและห้อยตามลำดับความสูงต่ำของเสียงบนโครงไม้ครึ่งวงกลมที่เรียกว่าโคกเปิง (สูงประมาณ 60 เซนติเมตร) กลองที่มีเสียงต่ำที่สุดจะแขวนไว้ที่ด้านซ้ายสุด และกลองที่มีเสียงสูงสุดจะแขวนไว้ทางด้านขวาสุด

จี

  จีเป็นเครื่องดนตรีประเภทเครื่องประกอบจังหวะของพวกไทยใหญ่ ซึ่งสันนิษฐานว่าเกิดขึ้นได้ไม่นาน เป็นการผสมผสานระหว่างเกราะและฉาบ (กลาง) ลักษณะโดยทั่วไปเป็นเกราะซึ่งมีฐานรองรับสามารถวางตีกับพื้นได้ ปลายด้านหนึ่งของเกราะจะมีฉาบติดอยู่ในลักษณะหงายขึ้น การเล่นจะใช้ไม้สำหรับตี โดยผู้เล่นเพียงคนเดียว หรือมือหนึ่งอาจถือไม้สำหรับตีเกราะ และอีกมือหนึ่งถือฉาบสำหรับตีประกบกับอีกข้างหนึ่งก็ได้ นิยมใช้เล่นโดยทั่วไปเพื่อประกอบการบรรเลงหรือการขับร้องในงานหรือพิธีกรรมต่างๆ

อังกะลุง

  อังกะลุงเป็นเครื่องดนตรีที่เกิดเสียงโดยการกระทบกันของกระบอกไม้ไผ่ที่ถูกแขวนไว้กับรางไม้เล็กๆ เมื่อผู้บรรเลงเขย่า กระบอกไม้ไผ่ก็จะเกิดการไกว กระแทกเป็นเสียงที่ไพเราะ
         เดิมทีอังกะลุงเป็นเครื่องดนตรีพื้นเมืองของชวา (อินโดนีเซีย) ราวปี พ.ศ.2451 หลวงประดิษฐไพเราะ (ศร ศิลปบรรเลง) ได้นำเข้ามาปรับปรุงรูปร่าง และวิธีการบรรเลงขึ้นเป็นเอกลักษณ์แตกต่างจากของชวา อีกทั้งยังประพันธ์เพลงขึ้นมาใหม่เพื่อให้บรรเลงโอยอังกะลุงโดยเฉพาะ เช่น โหมโรงปฐมดุสิต บูเซ็นซอร์ค สมารัง กะหรัดรายา เป็นต้น

โทน

 โทน เป็นชื่อของเครื่องหนัง ที่ขึงหนังหน้าเดียว มีสายโยงเร่งเสียงจากขอบหนังถึงคอ มีหางยื่นออกไปและบานปลาย มีชื่อเรียกคู่กันว่า โทนทับ โดยลักษณะรูปร่างนั้น โทนมีชื่อเรียกกันได้ตามรูปร่างที่ปรากฏ 2 ชนิดคือ โทนชาตรี และ โทนมโหรี
โทนชาตรีนั้น ตัวโทนทำด้วยไม้ขนุน ไม้สัก หรือ ไม้กะท้อนมีขนาดปากกว้าง 17 ซม ยาวประมาณ 34 ซม มีสายโยงเร่งเสียงใช้หนังเรียด ตีด้วยมือข้างหนึ่ง ส่วนอีกมือหนึ่งคอยปิดเปิด ปลายหางที่เป็นปากลำโพง ช่วยให้เกิดเสียงต่างๆ ใช้สำหรับ บรรเลงประกอบการแสดงละครชาตรี และหนังตะลุง และตีประกอบจังหวะในวงปี่พาทย์ หรือวงเครื่องสาย หรือวงมโหรีที่เล่นเพลงภาษาเขมร หรือ ตะลุง
ส่วนโทนมโหรีนั้น ตัวโทนทำด้วยดินเผา ด้านที่ขึงหนังโตกว่า โทนชาตรี ขนาดหน้ากว้างประะมาณ 22 ซม ยาวประมาณ 38 ซม สายโยงเร่งเสียงใช้หวายผ่าเหลาเป็นเส้นเล็กหรือใช้ไหมฟั่นเป็นเกลียว ขึ้นหนังด้วยหนังลูกวัว หนังแพะ หนังงูเหลือม หรือหนังงูงวงช้าง ใช้สำหรับบรรเลงคู่กับรำมะนา โดยตีขัดสอดสลับกัน ตามจังหวะหน้าทับ

กลองโมงครุ่ม

 กลองโมงครุ่ม      เป็นกลองชนิดหนึ่งมีรูปร่างลักษณะอย่างกลองทัด  แต่ใหญ่กว่ากลองทัด(สามารถดูลักษณะของกลองทัดได้ในBlog ครับ ) หน้ากลองกว้างประมาณ  ๕๕  ซม.  ขึ้นหนัง  ๒  หน้า  ตรึงด้วยหมุดหนังที่ขึ้นหน้าเขียนลายสีงดงาม  และไม่ต้องติดข้าวตะโพนถ่วงเสียงที่หน้ากลอง  ตีหน้าเดียวใช้ไม้ตี  ใช้ตีในการละเล่นสมัยโบราณที่เรียกว่า  “โมงครุ่ม”  หรือ  “โหม่งครุ่ม” ซึ่งมักตีฆ้องโหม่งประกอบด้วย
                กลองโมงครุ่มและการแสดงการละเล่นโมงครุ่มจะหาชมได้น้อยมาก  เพราะเป็นการละเล่นในสมัยโบราณ  ปัจจุบันได้มีการอนุรักษ์โดยกรมศิลปากร เป็นผู้รักษาวัฒนธรรมการละเล่นโมงครุ่มไว้ให้อยู่คู่เมืองไทยตลอดไป

สว่าเ

   สว่าเป็นเครื่องตีประกอบจังหวะที่ทำด้วยโลหะตีแผ่กว้างออกไปเป็นทรงแบนเช่นเดียวกับฉาบในภาคกลาง ลักษณะตอนกลางตีให้โค้งขึ้นมาเป็นหุ่มนูนกลม ทำเป็นกระพุ้งขนาดวางลงในอุ้งมือ 5 นิ้ว ขอบนอกแบราบออกไปโดยรอบ และเจาะรูตรงกลางกระพุ้งไว้ร้อยเชือกหรือหนังสำหรับถือ ปัจจุบันมีใช้อยู่หลายขนาดทั้งฉาบเล็ก และฉาบใหญ่ หรือเป็นขนาดตามที่ผู้สั่งทำต้องการ

         สว่า ซึ่งมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 30-35 ซม. ซึ่งมีผสมวงอยู่ในวงพื้นเมืองล้านนาทุกประเภทโดยเฉพาะอย่างยิ่ง วงกลองประเภทต่างๆ ตีกระทบกันให้เกิดเสียงตามจังหวะที่ต้องการ ส่วนฉาบเล็ก เรียกว่า แส่ มีลักษณะเหมือนฉาบเล็กของทางภาคกลาง มีหน้าที่ตีขัดจังหวะหลอกล่อกับเครื่องคุมจังหวะอื่นๆ มักพบในขบวนแห่โดยทั่วๆ ไป 

หมากขอลอ หรือ เกราะ

    หมากขอลอ หรือ เกราะ เป็นเครื่องดนตรีประเภทเครื่องประกอบจังหวะในวงดนตรีพื้นเมืองของอีสาน แต่เดิมนั้นใช้เป็นเครื่องตีที่บอกสัญญาณ มักทำจากไม้เนื้อแข็ง หรือไม้ไผ่ นำมาเจาะรูร้อยเชือกสำหรับแขวน โดยบากส่วนปล้องไม้ไผ่ให้เป็นรูในแนวยาว เพื่อให้เกิดเสียงที่ดังกังวาน
         ในการบรรเลงนั้น จะใช้ไม้แนชิ้นเล็กๆเคาะเพื่อให้เกิดจังหวะ หรือสัญญาณที่ต้องการ     
                                         

ขิมหลอด

  ขิมหลอดเป็นเครื่องดนตรีประเภทเครื่องตีที่ถูกคิดค้นและประดิษฐ์ขึ้นใหม่โดย อ.ชนก สาคริก โดยดัดแปลงมาจากขิมแผ่นหรือขิมโลหะที่มีแผ่นโลหะเป็นตำแหน่งของการตีแทนสายทองเหลืองของขิมสายโดยทั่วไป
         ตัวขิมมีลักษณะเป็นสี่เหลี่ยมผืนผ้าเหมือนขิมแผ่น แต่หน้าขิมใช้ไม้แผ่นบางตีปิดเป็นกล่องเสียงเช่นเดียวกับขิมสาย บริเวณหย่องขิมวางพาดชิ้นไม้ 3 แถว เจาะรูขนาดพอดีกับท่ออลูมิเนียมจำนวน 7 ท่อ ต่อหนึ่งแถว และวางแผ่นฟองย้ำบางๆรองรับท่อ
อลูมิเนียม เพื่อให้เกิดเสียงที่ดังกังวาน
         ขิมหลอดนั้นมีระดับเสียงที่แน่นอนไม่จำเป็นที่จะต้องเทียบเสียงอีก ทั้งยังสามารถถอดเปลี่ยนเพื่อให้ได้ระบบเสียงที่หลากหลาย สามารถบรรเลงร่วมกับวงดนตรีสากลได้อย่างสนิทสนม 

กลองเพลของภาคอีสาน

    กลองเพลของภาคอีสาน มีชื่อเรียกที่ต่างกันออกไป เช่น กลองตึ หรือ กลองตุ้ม ซึ่งเป็นการเรียกเลียนเสียงที่เกิดขึ้นจากการตีกลอง กลองเพลเป็นกลองขึ้นหนังสองหน้าขนาดใหญ่รูปร่างคล้ายกลองทัดในภาคกลาง หุ่นกลองทำจากไม้ต่างๆชนิดที่หาได้ในท้องถิ่น เจาะคว้านเป็นรูกลวง ใช้บรรเลงในขบวนแห่ โดยการใช้ไม้คานสอดหาม บ้างก็ใช้เพื่อตีบอกสัญญาณในชุมชน เพราะมีเสียงที่ดังกังวานได้ยินไปไกล

กลองแอว

   กลองแอว เป็นกลองพื้นบ้านมีในภาคเหนือ มีลักษณะคล้ายกับกลองยาว แต่ใหญ่และยาวกว่ามาก ตัวกลองทำด้วยไม้เนื้อแข็ง เป็นกลองขึงด้วยหนังหน้าเดียว มีหนังเส้นใหญ่ดึงหน้ากลองไว้โดยรอบยาวตลอดไหล่กลอง เอวคอด ตอนท้ายเรียวและบานปลายคล้ายรูปกรวย ช่วงท้ายของกลองกลึงควั่นเป็นปล้องๆ มีหลายขนาด โดยมีหน้ากลองกว้างประมาณ 35-40 ซม. ความยาวของไหล่กลองประมาณ 75-80 ซม. และความยาวช่วงท้ายประมาณ 95-100 ซม.
         กลองแอว เป็นชื่อเรียกที่มีความหมายถึง ลักษณะรูปร่างของหุ่นกลองที่คล้ายกับ "สะเอว"นอกจากนั้นยังอื่นมีชื่อเรียกขานแตกต่างกันไปในแต่ละท้องถิ่น บ้างก็เรียกตามรูปร่างลักษณะที่เห็น หรือเรียกตามเสียงที่ได้ยิน บ้างก็เรียกตามตำนานที่เล่าขานสืบต่อกันมา เช่น กลองเปิ้งมง, กลองต๊กเส้ง และกลองอืด เป็นต้น
         ก่อนการตีจะต้องถ่วงหน้ากลองด้วยวัสดุเหนียวๆ ที่เรียกว่า จ่ากลอง ทำมาจากข้าวเหนียวนึ่งบดผสมกับขี้เถ้า แล้วแต่สูตรของแต่ละคน หรือใช้กล้วยตากอบน้ำผึ้งบด ติดไว้บริเวณหน้ากลองเพื่อเพิ่มความดังกังวาน
         กลองแอวสามารถแบ่งได้เป็น 3 ประเภท ตามขนาดและเสียง คือ กลองแอวเสียงใหญ่ เสียงกลาง และเสียงเล็ก ซึ่งแต่ละประเภทจะมีขนาดของตัวกลองที่แตกต่างกันไปตามลำดับ
         โดยปกติกลองแอวที่ใช้ในภาคเหนือ จะบรรเลงร่วมกับเครื่องดนตรีชนิดอื่นๆ คือ ตะโล้ดโป๊ด สว่า (ฉาบใหญ่) ฆ้องอุ้ย ฆ้องโหย้ง โดยตีเป็นเครื่องประกอบจังหวะบรรเลงร่วมกันไปตลอดรวมเรียกว่า วงกลองตึ่งโนง และในบางโอกาสมักนิยมใช้เครื่องเป่าที่มีเสียงดังประกอบด้วย คือ แน ซึ่งมี 2 เลา ได้แก่ แนน้อย และแนหลวง หรืออาจจะมีการเพิ่มจำนวนเครื่องประกอบจังหวะไปตามความนิยมของท้องถิ่นนั้นๆ
         แต่เดิมกลองแอวเป็นกลองที่อยู่ประจำตามวัดเกือบทุกอารามในจังหวัดทางภาคเหนือ ใช้ตีเป็นสัญญาณประจำวัด เช่น ตีเป็นกลองเพล ตีเป็นสัญญาณชุมนุมสงฆ์ในพิธีสังฆกรรม หรือรวมกระทำกิจวัตรอื่นๆ และใช้ร่วมในงานบุญต่างๆ เช่น แห่นำขบวนครัวตาน หรือเมื่อมีงานฉลองศาสนสถานของวัดที่เรียกว่า ปอยหลวง งานบวชเณรที่เรียกว่า ปอยลูกแก้ว ซึ่งถือเป็นงานที่สำคัญมาก
         นอกจากนี้ยังมีการนำมาประกวดแข่งขันประชันเสียงกัน ซึ่งจะจัดในระหว่างเดือน 3 เดือน 4 ซึ่งตรงกับเดือนอ้ายเดือนยี่ในภาคกลาง หรือใช้แห่ประกอบการฟ้อน เช่น ฟ้อนเล็บ ฟ้อนเทียน ในปัจจุบันนิยมนำมาแห่ในขบวนสำคัญต่างๆ โดยทั่วไป รวมถึงการแสดงบนเวทีให้นักท่องเที่ยวต่างถิ่นได้ชมอีกด้วย                             
                          

ขิม

 ขิมเป็นเครื่องดนตรีที่เกิดสียงจากการใช้ไม้ตีลงไปบนสาย ซึ่งทอดอยู่ตอนบนของกล่องเสียง ขิมเป็นเครื่องดนตรีที่แพร่หลายอยู่ในหลายประเทศ ตั้งแต่ยุโรปถึงตะวันออก จีน เกาหลี และเข้าใจว่าเข้ามาสู่ประเทศไทยโดยเส้นทางแพรไหม แล้วติดตัวชาวจีนโพ้นทะเลที่ย้ายเข้ามาทำมาหากินในประเทศไทย นับตั้งแต่ปลายสมัยอยุธยาเป็นต้นมา และได้รับความนิยมแพร่หลาย เกิดการพัฒนารูปแบบ การตั้งเสียง และวิธีการบรรเลงตลอดมาจนมีความแตกต่างจากขิมของจีนอย่างสิ้นเชิง
         ตัวขิมนั้นเป็นกล่องเสียง ซึ่งเกิดขึ้นจากชิ้นไม้หลายชิ้นประกอบเข้าด้วยกัน แล้วปิดหน้าด้วยแผ่นไม้บางเรียกว่า “หน้าขิม” แล้ว เจาะช่องให้เสียงลอดจำนวน 2 ช่อง
         บนหน้าขิมจะมีชิ้นไม้แท่งยาวเรียกว่า “หลักขิม” 2 หลักวางรองสายที่พาดขึงตามแนวนอน โดยที่ในแต่ละหลักจะมีจุดพาดสายซึ่งเรียกว่า “หย่อง” ซึ่งทำจากกระดูกสัตว์ (ภายหลังพัฒนาเป็นพลาสติก,สแตนเลส) จำนวน 7 หย่อง แต่ละหย่องจะรองรัยสายที่พาดผ่านจำนวน 3 สาย ซึ่งเทียบเสียงตรงกัน โดยการบิด ปรับแต่ง หมุดขิม ที่ยึดสายวางเรียงเป็นแถวทางด้านขวามือ
          ไม้ตีขิมทำจากไม้ไผ่สีสุกเหลาบาง แต่บริเวณหัวไม้เหลาให้เป็นปื้นหนา นิยมติดแผ่นหนังบางๆติดสันของหัวไม้ไว้เพื่อให้เกิดเสียงที่ไพเราะนุ่มนวลยิ่งขึ้น

ขิม9หย่อง

  ขิมเก้าหย่อง เป็นเครื่องดนตรีประเภทเครื่องตี ที่ประดิษฐ์ขึ้นใหม่โดย นพ.สมชาย กาญจนสุต โดยนำขิมสายของ อ.ชนก สาคริก ซึ่งเป็นขิมเก่าขนาดใหญ่ตัวขึงพาดสายด้วยสแตนเลสแตกต่างจากขิมสายเดิมทั่วไปที่ขึงด้วยสายทองเหลือง ไปวัดขนาดและสร้างเป็นขิมต้นแบบขึ้น ซึ่งทำให้มีเสียงที่ละเอียดนุ่มนวล และมีความทนทานไม่ขาดและเพี้ยนง่าย แต่ตัวขิมกลับมีรูปร่างที่ยาวไม่สวยงาม นพ.สมชาย จึงคิดเพิ่มจำนวนหย่องขึ้นไปทางด้านบนซึ่งเป็นเสียงสูงขึ้นไปอีก 2 หย่อง คือเสียงซอลสูง และ ลาสูง เพื่อให้ขิมมีรูปร่างที่สมส่วน
         ภายหลังมีผู้ปรับปรุงเพิ่มเติมหย่องขึ้นเป็น 11 หย่อง หรือ 15 หย่อง ก็มี

กลองโย

  กลองโย เป็นเครื่องดนตรีของชาวเขาเผ่าเย้า หรือที่เรียนตัวเองว่า เมี่ยน มีคำเรียกเป็นภาษาเมี่ยนว่า เล่าโจ๋ว มีรูปร่างลักษณะเหมือนกลองแซะของล้านนา เวลาตีใช้มือข้างหนึ่งถือกลอง และมืออีกข้างหนึ่งจะถือไม้ไว้สำหรับตี การตีต้องสัมพันธ์กับจังหวะและทำนองของเครื่องดนตรีอีก 3 ชิ้น ที่ใช้ผสมอยู่วง ได้แก่ หยัด (ปี่) ซึ่งมีรูปร่างคล้ายปี่จีนหรือปี่อ้อ, มังหรือมาง (ฆ้อง) รูปร่างเหมือนฆ้องโดยทั่วไป และ เฉ่าเจ (ฉาบ) ลักษณะเหมือนฉาบใหญ่หรือสว่าของภาคเหนือ นิยมใช้ประกอบในพิธีกรรมต่างๆ                                                                                  

ขิมเหล็ก

 ขิมเหล็ก ขิมแผ่น หรือขิมโหน่ง เป็นเครื่องดนตรีประเภทเครื่องตีที่มีลักษณะการเรียงเสียงคล้ายกับขิมเจ็ดหย่อง แต่ใช้แผ่นโลหะแทนสายขิมทำให้เสียงแตกต่างออกไปจากขิมสาย โดยจะมีเสียงคล้ายกับเสียงฆ้องวงที่ใช้บรรเลงในวง ปี่พาทย์ แต่แหลมเล็กและเบากว่า

         ขิมเหล็กมีรูปร่างโดยทั่วไปคล้ายกับขิมกระเป๋าคือมีวัสดุเปลือกแข็งหุ้มอยู่ทั้งที่ตัวขิม และฝาขิม มีกุญแจซึ่งผู้ใช้สามารถล็อคได้ มีที่สำหรับเหน็บไม้ขิม แต่ไม่มีอุปกรณ์สำหรับเทียบเสียง เพราะเสียงของขิมเหล็กจะไม่เพื้ยนเนื่องจากเป็นแผ่นโลหะที่กลึงจนได้ระดับเสียงมาพอดีแล้ว ข้อแตกต่างจากขิมสายที่สำคัญอีกประการหนึ่งคือแผ่นโลหะที่นำมาเรียงแทนสายขิมนั้นจะมีแถวละ 8 แผ่นและเรียงเสมอกันทุกแถวไม่ได้เรียงสลับเหลื่อมกันเหมือนขิมสาย

         ไม้ตีของขิมเหล็กนั้นก็ทำก้านไม้ไผ่แก่จัด ตอนปลาย (หัวไม้) ติดลูกยางกลมๆเพื่อให้เสียงดังนุ่มนวลยิ่งขึ้น      

โปงลาง

 โปงลางเป็นคำที่ใช้เรียกกระดิ่งสำริดที่ใช้แขวนคอวัว โดยเรียกตามเสียงที่ได้ยิน ต่อมามีการนำชื่อเรียกนี้ไปเรียกชื่อลาย(ทำนอง) แคนที่เป่าเลียนเสียงกระดิ่งดังกล่าว ต่อมาก็ได้นำชื่อนี้ไปเรียกเครื่องดนตรีประเภทตีชนิดหนึ่งซึ่งมีชื่อว่า หมากกะลอ หมากขอลอ หรือหมากกลิ้งกล่อม
         หมากขอลอ หรือ หมากกลิ้งกล่อม ทำจากไม้มะหาด (หมากหาด) หรือไม้หมากเลื่อม นำมาถากให้ได้รูปเป็นแท่งกลมมีขนาดลดหลั่นกันไป ตามเสียงที่ต้องการ ในระบบ 5 เสียง คือ มี ซอล ลา โด เร แล้วนำมาร้อยเชือกผูกแขวนไว้กับหลักไม้ง่ายๆ เช่น ต้นไม้ เถียงนา หรือทำที่แขวนไว้โดยเฉพาะ
         การตีโปงลางนั้น นิยมใช้ผู้บรรเลง 2 คน โดยแต่ละคนจะช้ไม้ตีที่มำจากไม้เนื้อแข็งตีสอดประสนานกัน คนหนึ่งตีเสียงเสพ (ประสานคู่เสียง)ส่วนอีกคนบรรเลงเป็นทำนองเพลงเช่นเดียวกับลายแคน
         การเรียกชื่อแพลงของโปงลาง มักจะเรียกตามลีลาของเพลงที่เกิดจากสังเกตธรรมชาติรอบตัว เช่น นกไส่บินข้ามทุ่ง กาเต้นก้อน เป็นต้น
         โปงลางนอกจากจะใช้บรรเลงเดี่ยวแล้ว ยังนิยมนำไปประสมวงเพื่อการฟังและประกอบการฟ้อนรำอีกด้วย            

กั๊บแก๊บ

   กั๊บแก๊บ เป็นเครื่องดนตรีประเภทเครื่องประกอบจังหวะ เรียกชื่อเลียนเสียงที่เกิดขึ้น ทำจากไม้เนื้อแข็งหนาประมาณ 2 ซม. กว้าง ประมาณ 5ซม. หรืออาจจะสั้นยาวแล้วแต่ความต้องการ จนถึงขนาด 30 ซม. ก็มี ในบางที่นิยมติดฝาเครื่องดื่มที่ทำจากโลหะนำมาตีให้เป็นแผ่นแบน แล้วติดไว้ที่ปลายด้านหนึ่งเพื่อให้เกิดเสียงที่ดังไพเราะ
         ในการบรรเลงนั้น จะใช้การตีกระทบกันเป็นคู่ โดยอาจจะถือมือละคู่ หรือมือละข้างแล้วใช้การตีกระทบที่ฝ่ามือก็ได้

ผางฮาด

ผางฮาด
ผางฮาด พางฮาด หรือ พังฮาด เป็นเคร่ืองดนตรีที่ทาจากโลหะ มีรูปร่างลักษณะคล้าย เครอื่ งดนตรี
ฆ้อง โหม่ง แต่ไม่มีปุ่มตรงกลางเหมือนฆ้องโดยทั่วไป มีเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 40 ซม. ประเภท
ใช้ไม้ท่ีหุ้มด้วยผ้าตีบริเวณตรงกลาง ผางฮาดน้ัน เปน็ เครื่องดนตรีโบราณที่ตั้งชื่อตามลักษณะ
ของเสยี งทไี่ ด้ยนิ มักใช้บรรเลงประกอบการฟ้อนกลองตุม้ ฟ้อนซวยมอื หรอื ฟ้อนภไู ท ตี

กลองชนะ

  ลองชนะ  ตามรูปร่างที่ปรากฏในบัดนี้เสมือนกลองมลายู  แต่ตัวกลองสั้นกว่าและอ้วนกว่า  หน้าด้านใหญ่  กว้างประมาณ  ๒๖  ซม.  หน้าด้านเล็ก กว้างประมาณ  ๒๔  ซม.  ตัวกลองยาว  ๕๒  ซม.  สายโยงเร่งเสียงใช้หวายผ่าซีกเหมือนกลองแขก  แต่ใช้ไม้งอโค้งตีเหมือนกลองมาลายู ตัวกลองทาสีปิดทองเขียนลาย  หน้ากลองก็เขียนหรือปิดด้วยทองหรือเงิน  ทำเป็นลวดลายเช่นกันซึ่งมีกำหนดในการทาสี  ปิดทอง และเขียนลวดลายวางไว้เป็นระเบียบ
                กลองชนะที่กล่าวนี้  เคยมีผู้เขียนเป็น  กลองฉณะ  คงจะหมายความว่ากลองมหรสพ 
( ฉณะ  แปลว่า  มหรสพ  )  แต่ปรากฏในกฎหมายศักดินาเจ้ากรมกลองชนะมีบรรดาศักดิ์เป็น  “หลวงราชมาณู  นา  ๑๐๐๐”   บางทีแต่เดิมกลองชนิดนี้จะได้เคยนำไปใช้ในกระบวนทัพ  หรือใช้ในกิจการเพื่อเตรียมพร้อมไว้สำหรับการสงคราม  เช่นใช้ตีเป็นจังหวะสำหรับฝึกอาวุธ  เป็นต้น  จึงเรียกชื่อไว้เช่นนั้น  เพื่อเป็นสิริมงคลนิมิต  ตัวเจ้ากรมกลองชนะอาจมีหน้าที่เป็นผู้ควบคุมดูแลฝึกหัด  ซึ่งเท่ากับเป็นครูใหญ่ และเจ้ากรมคงจะต้องเป็นคนที่มีฝีมือ  เช่นปรากฏในพระราชพงศาวดารว่า  ในรัชกาลสมเด็จพระนเรศวรมหาราช  แห่งกรุงศรีอยุธยา  มีทหารเอกฝีมือยอดเยี่ยมผู้หนึ่งชื่อ พระราชมนู  คงจะเป็นเจ้ากรมกลองชนะ
แต่การใช้กลองชนะในสมัยต่อมา  คงใช้เป็นเครื่องประโคมในกระบวนเสด็จพยุหยาตรา  และใช้ประโคมพระบรมศพและศพเจ้านาย  โดยใช้กลองชนะหลายลูกแต่มีกฎเกณฑ์กำหนดจำนวนและชนิดของกลองไว้ตามฐานันดรศักดิ์ของศพและของงาน  จำนวนกลองชนะที่ใช้บรรเลงตั้งแต่  ๑  คู่  คือ  ๒  ลูก  ถึง ๒๐๐  ลูกก็มี

กลองยาว

กลองยาว เป็นเครื่องดนตรี สำหรับตีด้วยมือ ตัวกลองทำด้วยไม้ มีลักษณะกลมกลวง ขึงด้วยหนังมีหลายชนิด ถ้าทำด้วยหนังหน้าเดียว มีรูปยาวมากใช้สะพายในเวลาตี เรียกว่ากลองยาวหรือเถิดเทิง
เชื่อกันว่ากลองยาวได้แบบอย่างมาจากพม่า ในสมัยกรุงธนบุรี หรือต้นกรุงรัตนโกสินทร์ สมัยที่ไทยกับพม่ากำลังทำสงครามกัน เวลาพักรบ พวกทหารพม่าก็เล่น "กลองยาว" กันสนุกสนาน พวกชาวไทยได้เห็นก็จำแบบอย่างมาเล่นบ้าง แต่บางท่านก็เล่าว่า กลองยาวของพม่าแบบนี้ มีชาวพม่าพวกหนึ่งนำเข้ามาเล่นในงานที่มีกระบวนแห่ เช่น บวชนาค ทอดกฐิน เป็นต้น และนิยมเล่นกันเป็นที่รื่นเริง สนุกสนานในเทศกาลสงกรานต์ และเล่นกันแพร่หลายไปแทบทุกหัวบ้านหัวเมือง วงหนึ่งๆ จะใช้กลองยาวหลายลูกก็ได้ เครื่องดนตรีที่ใช้บรรเลงร่วม มี ฉิ่ง, ฉาบเล็ก, กรับ, โหม่ง เรียกการเล่นชนิดนี้ว่า "เถิดเทิง" หรือ "เทิงกลองยาว" ที่เรียกเช่นนี้เข้าใจว่า เรียกตามเสียงกลองที่ตีและตามรูปลักษณะกลองยาว

กลองต๊อก

 กลองต๊อก
เป็นกลองขนาดเล็กใช้บรรเลงกระกอบเพลงไทยสำเนียงจีน หุ่นกลองทำจากไม้เนื้อแข็ง อาจจะทาสีเขียนลายเพื่อความสวยงาม ขึงหนังสองหน้าด้วยหมุดโลหะ หรือตะปู โดยหน้ากลองทั้งสองอาจจะมีขนาดเท่ากันหรือต่างกันเล็กน้อย
         ในการบรรเลงมักใช้ไท้ชิ้นเล็กๆ ตีลงบนหน้ากลองด้านเดียว ร่วมกับเครื่องประกอบจังหวะอื่นๆ   
กลองต๊อกคล้ายๆๆกับกลองยาว
กลองต๊อกได้แบบอย่างมาจากพม่า  บางท่านกล่าวว่าได้แบบอย่างมาเมื่อราวสมัยกรุงธนบุรี หรือต้นกรุงรัตนโกสินทร์สมัยที่ไทยกับพม่ากำลังทำสงครามกันพวกทหารพม่าก็เล่น “กลองต๊อก” กันสนุกสนาน พวกชาวไทยได้เห็นก็จำแบบอย่างมาเล่นบ้าง แต่บางท่านก็เล่าว่า กลองต๊อกของพม่าแบบนี้ มีชาวพม่าพวกหนึ่งนำมาเผยแพร่ในประเทศไทย เมื่อครั้งรัชกาลที่ 4  กรุงรัตนโกสินทร์  และต่อมาชาวไทยเรานิยมนำมาเล่นในงานที่มีกระบวนแห่เช่น บวชนาค และทอดกฐินเป็นต้น  และนิยมเล่นเป็นที่รื่นเริงสนุกสนานในเทศกาลสงกรานต์  และเล่นกันแพร่หลายในแทบทุกหัวบ้านหัวเมืองวงหนึ่งๆจะใช้กลองหลายลูกก็ได้เครื่องดนตรีที่ใช้บรรเลงร่วมก็คือ ฉิ่ง ฉาบเล็ก กรับ และโหม่ง เรียกการเล่นชนิดนี้ว่า “เถิดเทิง” หรือ “เทิงบ้องกลองยาว” ที่เรียกดังนี้ก็เข้าใจว่าเรียกตามเสียงกลองที่ตีและตามรูปลักษณะของกลอง 

ตะโพน

 ตะโพน เป็นเครื่องดนตรีที่ขึงด้วยหนัง ตัวตะโพนทำด้วยไม้สักหรือไม้ขนุน เรียกว่า หุ่น ขุดแต่งให้เป็นโพรงภายใน ขึ้นหนัง 2 หน้า ดึงด้วยสายหนังโยงเร่งเสียงเรียกว่า หนังเรียด หน้าใหญ่มีความกว้างประมาณ 25 ซม เรียกว่า หน้าเท่ง ติดหน้าด้วยข้าวสุกบดผสมกับขี้เถ้าเพื่อถ่วงเสียง อีกหน้าหนึ่งเล็กกว่ามีขนาดประมาณ 22 ซม เรียกว่า หน้ามัด ตัวกลองยาวประมาณ 48 ซม รอบ ๆ ขอบหนังที่ขึ้นหน้า ถักด้วยหนังที่ตีเกลียวเป็นเส้นเล็กๆ เรียกว่า ไส้ละมาน แล้วจึงเอาหนังเรียดร้อยในช่วงของไส้ละมานทั้งสองข้าง โยงเรียงไปโดยรอบจนมองไม่เห็นไม้หุ่น มีหนังพันตรงกลางเรียกว่า รัดอก ข้างบนรัดอกทำเป็นหูหิ้วและมีเท้ารองให้ ตัวตะโพนวางนอนอยู่บนเท้า ใช้ฝ่ามือซ้ายขวาตีได้ทั้งสองหน้า ใช้สำหรับประกอบจังหวะผสมอยู่ในวงปี่พาทย์ ทำหน้าที่กำกับจังหวะหน้าทับต่าง ๆ
ตะโพนนี้ ถือเป็นบรมครูทางดุริยางคศิลป์ นับว่าพระประโคนธรรพ เป็นครูตะโพน เมื่อจะเริ่มการบรรเลง จะต้องนำดอกไม้ธูปเทียน บูชาตะโพนก่อนทุกครั้ง และถือเป็นประเพณีสืบต่อกันมา เหตุที่ต้องกราบใหว้บูชาก็เพราะ ตะโพนเป็นเครื่องดนตรีที่บรรเลงร่วมกับ สังข์ บัณเฑาะว์ และ มโหระทึก ซึ่งเป็นเครื่องดนตรีประจำองค์ของเทพเจ้า และสมมุติเทพ ดังนี้คือ สังข์ประจำพระองค์พระนารายณ์ และพระอินทร์ บัณเฑาะว์ ประจำองค์พระอิศวร มโหระทึก เป็นเครื่องดนตรีบรรเลงประกอบพระอิศริยยศองค์พระมหากษัตริย์ ซึ่งถือเป็นสมมุติเทพส่วนตะโพนนั้นเป็นกลองที่พระคเณศได้เป็นผู้ตีเป็นคนแรก ดังนั้น ตะโพนเมื่อนำมาร่วมบรรเลงในวงปี่พาทย์ จึงถือเป็นบรมครู และทำหน้าที่กำกับหน้าทับต่างๆทั้งหมด
ตะโพนมอญ มีลักษณะคล้ายตะโพนของไทย แต่ใหญ่กว่า และตรงกลางหุ่นป่องน้อยกว่า มีเสียงกังวานลึกกว่าตะโพนไทย หน้าใหญ่เรียกว่า"เมิกโหน่ก" หน้าเล็กเรียกว่า"เมิกโด้ด" เป็นภาษามอญ
ตะโพนมอญใช้บรรเลงผสมกับวงปี่พาทย์มอญ มีหน้าที่บรรเลงหน้าทับ และกำกับจังหวะต่างๆ


แคน

 แคน เป็นเครื่องดนตรีพื้นเมืองชนิดหนึ่งของประเทศลาวและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (อีสาน) ในประเทศไทย และถือเป็นสัญลักษณ์ประจำกลุ่มชาติพันธุ์ลาวอีกด้วย เครื่องดนตรีชนิดนี้จะใช้ไม้ซางขนาดต่าง ๆ ประกอบกันเข้าเป็นตัวแคน แคนเป็นเครื่องเป่ามีลิ้นโลหะ เสียงเกิดจากลมผ่านลิ้นโลหะไปตามลำไม้ที่เป็นลูกแคน การเป่าแคนต้องใช้ทั้งเป่าลมเข้าและดูดลมออกด้วย จึงเป่ายากพอสมควรและแคนมีหลายขนาด ถือเป็นเครื่องดนตรีชนิดหนึ่งที่ให้เสียงไพเราะ เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว สร้างเสียงประสานได้ในตัวเอง บ่งบอกถึงวิถีชีวิตของชาวพื้นเมืองบริเวณลุ่มแม่น้ำโขงได้เป็นอย่างดี ใครเป็นผู้คิดประดิษฐ์เครื่องดนตรีที่เรียกว่า "แคน" เป็น คนแรก และทำไมจึงเรียกว่า "แคน" นั้น ยังไม่มีหลักฐานที่แน่นอนยืนยันได้

ประเภทของแคน
แคนมีหลายประเภทตามจำนวนลูกแคน คือ

แคนหก มีลูกแคน 3 คู่ (6 ลูก) เป็นแคนขนาดเล็กที่สุด สำหรับเด็กหรือผู้เริ่มฝึกหัดใช้เป่าเพลงง่าย ๆ เพราะเสียงไม่ครบ บางทีก็จะทำเป็นของที่ระลึกสำหรับนักท่องเที่ยว
แคนเจ็ด มีลูกแคน 7 คู่ (14 ลูก) เป็นแคนขนาดกลาง มีเสียงครบ 7 เสียง ตามระบบสากล และมีระดับเสียงสูง ต่ำ ทั้ง 7 เสียง หรือที่เรียกว่า คู่แปด คือ โด เร มี ฟา ซอล ลา ที (คู่แปด คือทุกเสียงเช่นเสียงโด ก็จะมีทั้งเสียงโดสูง และโดต่ำ ทุกเสียงมีคู่เสียงทั้งหมด) แคน 7 ไม่มีเสียงเสพที่เป็นเสียง ซอลสูง ด้านแพซ้าย และไม่มีเสียงเสพที่เป็นเสียง ลาสูง ทางด้านแพขวา
แคนแปด ใหญ่กว่าแคนเจ็ด มีลูกแคน 8 คู่ (16 ลูก) คือ โด เร มี ฟา ซอล ลา ที โด เพิ่มคู่เสียงระดับสูงขึ้นไปให้เป็นเสียงประสานในการเล่นเพลงพื้นเมือง ได้แก่ เสียง ซอลสูง ด้านแพซ้าย และเสียงเสพที่เป็นเสียง ลาสูง ทางด้านแพขวา
แคนเก้า มีลูกแคน 9 คู่ (18 ลูก) ใหญ่ที่สุด มีเสียงต่ำที่สุด เวลาเป่าต้องใช้ลมมาก มีจำนวนคู่เสียงครบเช่นเดียวกับแคนแปด แต่ที่เพิ่มขึ้นมาอีกก็คือเพิ่มเสียงเสพประสานด้านแพซ้ายที่เป็นเสียงซอลสูงอีกหนึ่งเสียง และเพิ่มเสียงเสพประสานที่แพขวาซึ่งเป็นเสียงลาสูงอีกหนึ่งเสียง สรุปแล้วจึงมีลูกแคนทั้งหมด 9 คู่ และที่สำคัญคือเป็นแคนเสียงต่ำที่ใช้เป่าให้เป็นเสียงเบสในการเป่าแบบแคนวง แต่ในปัจจุบันวงดนตรีพื้นเมืองนิยมใช้พิณเบสหรือเบสของดนตรีสากล แคน 9 จึงไม่เป็นนิยมอีก จึงทำให้เยาวชนรุ่นหลังไม่มีโอกาสได้เห็นได้ยินการบรรเลงของแคน 9 อีกเลย
แคนสิบ เป็นแคนที่ปรับปรุงมาจากแคนแปด โดยผู้ประดิษฐ์และออกแบบ ชื่อ สำเร็จ คำโมง แต่ในระยะหลังไม่เป็นที่นิยมมากนักจึงไม่มีผู้สืบทอดผลงานนี้ไว้
แคนนอกจากบรรเลงเป็นวงแล้ว ก็ยังใช้บรรเลงประกอบการลำ (การขับร้อง) หรือใช้บรรเลงร่วมกับพิณ โปงลาง

6.เเคนเป็นประเภท เป่า

ประเภทของลิ้นแคน
ใช้ทองแดงผสมเงิน ช่างที่มีฝีมือนิยมใช้เหรียญสมัยรัชกาลที่ห้า น้ำหนักเงิน 1 บาท ผสมกับเหรียญสตางค์ แบ่งออกเป็น

ลิ้นเงิน แบ่งออกเป็น
เงินสองทองหนึ่ง มีเนื้อเงินมากที่สุดให้เสียงนุ่มละมุน มีน้ำหนักลงลึกมีมิติ ส่วนมากมีในช่างอุบลรุ่นก่อน ๆ ปัจจุบันแทบไม่มีทำแล้ว
เงินสองทองสาม มีเนื้อเงินน้อยกว่าแบบแรก ให้เสียงที่สดใสขึ้น แต่น้ำหนักเสียงลดลง
ลิ้นเงินสับทอง (สลับหรือผสม) มีทองแดง 50% ขึ้นไป มีอัตราไม่แน่นอนแล้วแต่ช่างจะคิดขึ้นมาเฉพาะตัว ให้เสียงที่ดังกังวาน ดังไกล แต่น้ำหนักเสียงเบา เป่ายาก ใช้ลมมาก การอยู่ตัวของลิ้นยากขึ้นเช่น เงินหนึ่งทองสี่ เงินหนึ่งทองหก เงินหนึ่งทองสิบ
ลิ้นทอง อาจเป็นทองแดง ทองสำริด ปลอกกระสุน ฯลฯ
ประวัติความเป็นมาของแคน 
แคน เป็นชื่อเครื่องดนตรีพื้นเมืองภาคอีสานที่เก่าแก่มีมาแต่โบราณ แคนเป็น เครื่องดนตรีที่ใช้ปากเป่าให้เป็นเพลง ใครเป็นผู้คิดประดิษฐ์เครื่องดนตรีที่เรียกว่า "แคน" เป็น คนแรก และทำไมจึงเรียกว่า "แคน" นั้น ยังไม่มีหลักฐานที่แน่นอนยืนยันได้ แต่ก็มีประวัติที่เล่า เป็นนิยายปรัมปราสืบต่อกันมา ดังต่อไปนี้
 หญิงหม้ายผู้คิดประดิษฐ์ทำแคน กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีพรานคนหนึ่งได้ไปเที่ยวล่าเนื้อในป่า เขาได้ยินเสียงนกกรวิก (นกการเวก) ร้องไพเราะจับใจมาก เมื่อกลับมาจากป่าถึงบ้าน จึงได้เล่าเรื่องที่ตัวเองไปได้ยินเสียง นกกรวิกร้องด้วยเสียงไพเราะนั้นให้แก่ชาวบ้าน เพื่อนฝูงฟัง ในจำนวนผู้ที่มาฟังเรื่องดังกล่าวนี้มี 
หญิงหม้ายคนหนึ่งเกิดความกระหายใคร่อยากจะฟังเสียงร้องของนกกรวิกยิ่งนัก จึงได้พูดขอร้อง ให้นายพรานล่าเนื้ออนุญาตให้ตนติดตามไปในป่าด้วย เพื่อจะได้ฟังเสียงร้องของนก ตามที่นาย พรานได้เล่าให้ฟัง ในวันต่อมาครั้นเมื่อนายพรานล่าเนื้อได้พาหญิงหม้ายดั้นด้นไปถึงในป่า จนถึง ถิ่นที่นกกรวิก และนกเหล่านั้นก็กำลังส่งเสียงร้องตามปกติวิสัยของมัน นายพรานก็ได้กล่าวเตือน หญิงหม้ายให้เงี่ยหูฟังว่า "นกกรวิกกำลังร้องเพลงอยู่ สูเจ้าจงฟังเอาเถอะ เสียงมันออนซอนแท้ แม่นบ่" หญิงหม้ายผู้นั้น ได้ตั้งใจฟังด้วยความเพลิดเพลิน และติดอกติดใจในเสียงอันไพเราะ ของนกนั้นเป็นยิ่งนัก ถึงกับคลั่งไคล้ใหลหลง รำพึงอยู่ในใจตนเองว่า "เฮ็ดจั่งได๋นอ จั่งสิได้ฟังเสียงอันไพเราะ ม่วนชื่น จับใจอย่างนี้ตลอดไป ครั้นสิคอยเฝ้า ฟังเสียงนกในถิ่นของมัน ก็เป็นแดนดงแสนกันดาร อาหารก็หายาก หมากไม้ก็บ่มี" จึงได้คิดตัดสิน แน่วแน่ในใจตนเองว่า "เฮาสิต้องคิดทำเครื่องบังเกิดเสียง ให้มีเสียงเสนาะ ไพเราะออนซอนจับใจ ดุจดังเสียง นกกรวิกนี้ให้จงได้" เมื่อหญิงหม้ายกลับมาถึงบ้าน ก็ได้คิดอ่านทำเครื่องดนตรีต่าง ๆ ทั้งเครื่องดีด สี ตี เป่า หลาย ๆ อย่าง ก็ไม่มีเครื่องดนตรีชนิดใดมีเสียงไพเราะวิเวกหวานเหมือนเสียงนกกรวิก ในที่สุดนาง ได้ไปตัดไม้ไผ่น้อยชนิดหนึ่ง เอามาประดิษฐ์ดัดแปลงเป็นเครื่องเป่าชนิดหนึ่ง แล้วลองเป่าดู ก็รูสึก ค่อนข้างไพเราะ จึงได้พยายามดัดแปลงแก้ไขอีกหลายครั้งหลายครา จนกระทั่งเกิดเป็นเสียงและ ท่วงทำนองอันไพเราะเหมือนเสียงนกกรวิก จนในที่สุดเมื่อได้แก้ไขครั้งสุดท้ายแล้วลองเป่าก็รู้สึก ไพเราะออนซอนดีแท้ จึงคิดที่จะไปทูลเกล้าถวายพระเจ้าปเสนทิโกศล ให้ทรงทราบ ก่อนที่จะได้เข้าเฝ้า นางก็ได้เพียรพยายามปรับปรุงแก้ไขเสียงดนตรีของนางให้ดีขึ้นกว่า เดิม และยังได้ฝึกหัดเป่าเป็นท่วงทำนองต่าง ๆ จนมีความชำนาญเป็นอย่างดี ครั้นถึงกำหนดวันเข้าเฝ้า นางก็ได้เป่าดนตรีจากเครื่องมือที่นางได้คิดประดิษฐ์ขึ้นนี้ ถวาย เมื่อเพลงแรกจบลง นางจึงได้ทูลถามว่า "เป็นจั๋งได๋ ม่วนบ่ ข้าน้อย" พระเจ้าปเสนทิโกศล ได้ตรัสตอบว่า "เออ พอฟังอยู่" นางจึงได้เป่าถวายซ้ำอีกหลายเพลง ตามท่วงทำนองเลียนเสียงนกกรวิกนั้น เมื่อจบถึง เพลงสุดท้าย พระเจ้าปเสนทิโกศล ได้ทรงตรัสว่า "เทื่อนี่ แคนแด่" (ครั้งนี้ ดีขึ้นหน่อย) หญิงหม้าย เจ้าของเครื่องดนตรี จึงทูลถามว่า "เครื่องดนตรีอันนี่ ควรสิเอิ้นว่าจั่งได๋ ข้าน้อย" (เครื่องดนตรีนี้ ควรจะเรียกว่าอย่างไร พระเจ้าข้า) พระเจ้าปเสนทิโกศล ทรงตรัสว่า "สูจงเอิ้นดนตรีนี้ว่า "แคน" ตามคำเว้าของเฮา อันท้ายนี้ สืบไปเมื่อหน้าเทอญ" (เจ้าจงเรียกดนตรีนี้ว่า "แคน" ตามคำพูดของเราตอนท้ายนี้ ต่อไปภายหน้าเถิด) ด้วยเหตุนี้ เครื่องดนตรีที่หญิงหม้ายประดิษฐ์ขึ้นโดยใช้ไม้ไผ่น้อยมาติดกันใช้ปากเป่า จึงได้ชื่อว่า "แคน" มาตราบเท่าทุกวันนี้ นี่เป็นเพียงนิทานปรัมปราที่เล่าสืบต่อกันมา ไม่มีหลักฐานยืนยันแน่นอน บางท่านก็สันนิษฐานว่า คำว่า "แคน" คงจะเรียกตามเสียงเครื่องดนตรีที่ดังออกมาว่า "แคนแล่นแคน แล่นแคน แล่นแคน" ซึ่งเป็นเสียงที่ดังออกมาจากการเป่าเครื่องดนตรีชนิดนี้ แต่ บางคนก็มีความเห็นว่า คำว่า "แคน" คงเรียกตามไม้ที่ใช้ทำเต้าแคน กล่าวคือ ไม้ที่นำมาเจาะใช้ ทำเต้าแคนรวมเสียงจากไม้ไผ่น้อยหลาย ๆ ลำนั้น เขานิยมใช้ไม้ตะเคียน ซึ่งภาษาท้องถิ่นทางภาค อีสานเรียกว่า "ไม้แคน" แต่บางท่านก็ให้ความเห็นที่แตกต่างกันออกไป แต่มีสิ่งหนึ่งที่น่าคิดอยู่บ้างคือ "แคน" นี้น่าจะทำขึ้นโดยผู้หญิง ซ้ำยังเป็น "หญิงหม้าย" เสียด้วย ด้วยเหตุผลที่ว่า ส่วนประกอบที่ใช้ทำแคนอันสำคัญคือส่วนที่ใช้ปากเป่า ยังเรียกว่า "เต้า แคน" และมีลักษณะรูปร่างเป็นกระเปาะคล้าย "เต้านม" ของสตรีอีกด้วย ทั้งการเป่าแคนก็ใช้วิธี เป่าและดูด จนสามารถทำให้เกิดเสียงอันไพเราะ นอกจากนี้ยังมีเหตุผลสนับสนุนอีกข้อคือ คำที่ เป็นลักษณะนามเรียกชื่อและจำนวนของแคนก็ใช้คำว่า "เต้า" แทนคำว่า อัน หรือ ชิ้น ฯลฯ ดังนี้ เป็นต้น ที่สำคัญคือ เสียงของแคนเป็นเสียงที่ไพเราะอ่อนหวาน ซาบซึ้งเหมือนเสียงนกการเวก ตาม นิทานเรื่องดังกล่าว เหมือนเสียงของหญิงหม้ายที่ว้าเหว่เดียวดาย ดังนั้นถ้าจะกล่าวว่า "หญิงหม้าย" เป็นผู้ประดิษฐ์คิดทำแคนขึ้นเป็นคนแรก จึงเป็นเหตุผลที่น่ารับฟังได้มากพอสมควรทีเดียว ลักษณะของแคนมีสองชนิด คือ แคนน้อย (ยาวศอก คืบ ยาวสองศอก ยาวสองศอกคืบ) และแคนใหญ่ (ยาวสามศอก ยาวสามศอกคืบ สี่ศอก สี่ศอกคืบ) ที่เคยใช้ในปัจจุบัน แต่ที่เคยมี ยาวถึงหกศอก แคนสองขนาดนี้แบ่งเป็นสองอย่าง คือ แคนเจ็ด และแคนแปด แคนเจ็ดนั้นมีลูกเจ็คู่ ส่วนแคนแปดนั้นมีลูกแปดคู่ ส่วนแคนของเผ่าลาวลุ่มนั้นมีหกคู่ และแคนของเผ่าลาวสูงมีแค่สามคู่เท่านั้น และใช้ท่อต่อเต้าสำหรับการเป่าตามธรรมดา แคนลาวสูง ลาวลุ่ม ลาวเทิง "แคน" ทำด้วยไม้อ้อ หรือไม้เหี้ยน้อย แต่เดี๋ยวนี้ไม้อ้อหาได้ยากเขาจึงทำแคนด้วยไม้เหี้ยน้อย และจะต้องหาให้ได้ลดขนาดเท่านิ้วมือจึงจะใช้ได้ นอกจากไม้เหี้ยน้อยซึ่งทำเป็นลูกแคนยาวลดหลั่นกันตามลำดับ 7 คู่ หรือ 8 คู่ ประกอบเข้ากันกับเต้า ติดสูด (ขี้สูด) ข้างบนและข้างล่างเต้า เพื่อไม่ให้ลมเป่าเข้าสูบออกรั่ว แล้วยังมีลิ้นแคน รูแพว และรูนับเสียงเป็นสิ่งสำคัญด้วย ข้างในของแต่ละลำไม้ลูกแคนประกอบด้วยลิ้นแคนหนึ่งอันที่มีหนึ่งเสียง และจะต้องเจาะรูแพวให้ถูกตามเสียงเสมอ วิธีเป่าแคนลาวลุ่มก็เหมือนกับการเป่าแคนลาวเทิง หรือ ลาวสูง คือจะต้องใช้อุ้งมือทั้งสองข้าง อุ้มเต้าแคนไว้แล้วเป่าหรือดูดสูบลมที่รูเต้า ส่วนนิ้วมือก็นับไล่ตามเสียงไปด้วย


กลองมองเซิง

  กลองมองเซิงรูปลักษณะคล้ายรูปกลองปูจา แต่มีขนาดเล็กกว่า ขนาดหน้ากลองมีเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ ๔๕ – ๖๐ เซนติเมตร ด้านซ้ายยาวประมาณ ๗๕ – ๙๐ เซนติเมตร สามารถใช้สะพายตีได้ปกติจะใช้ตีประกอบวงมองเซิง ซึงเป็นวงดนตรีแบบไทยใหญ่มีฆ้องชุดซึงมีขนาดและเสียงไล่ระดับ และมีสว่า (ฉาบ) ตีประกอบ
กลองมองเซิง เป็นกลองที่ได้รับอิทธิพลจากชาวไทใหญ่ พบเห็นโดยทั่วไปโดยเฉพาะบริเวณจังหวัด
เชียงใหม่ ล าพูน ล าปาง แพร่ และแม่ฮ่องสอน เรื่องของกลองชนิดนี้มีรายละเอียดที่น่าสนใจดังนี้
กลองมองเซิง คือกลองที่ขึงด้วยหนังทั้งสองหน้า มีสายโยงเร่งเสียง รูปร่างคล้ายตะโพนมอญ ไม่มีขา
ตั้ง แต่มีสายร้อยส าหรับคล้องคอเวลาตี เฉพาะค าว่า “มองเซิง” เป็นภาษาไทใหญ่ โดยที่ค าว่า “มอง” แปลว่า“ฆ้อง” ส่วน “เซิง” แปลว่า “ชุด” กลองมองเซิงจึงหมายถึง กลองที่ใช้ฆ้องเป็นชุด เพราะวงกลองมองเซิงจะเน้นเสียงฆ้องเป็นหลักใหญ่
การสร้างกลองมองเซิง
ตัวกลองมองเซิงสร้างด้วยไม้เนื้อแข็ง เช่น ไม้มะม่วง ไม้ขนุน ไม้ประดู่ หน้ากลองด้านหนึ่งใหญ่ อีก
ด้านหนึ่งเล็ก หน้าใหญ่กว้างประมาณ 16-18 นิ้ว หน้าเล็กกว้างประมาณ 11-13 นิ้ว ตัวกลองนิยมใช้หนังวัวขึงทั้งสองหน้า โดยใช้สายเร่งเสียงโยงระหว่างคร่าวหูหิ่ง (เชือกที่ร้อยสอดสลับกับรูหนังหน้ากลอง) ดึงให้ตึงจนหนังอยู่ตัว
การประสมวง
ใช้กลองมองเซิง 1 ลูก ฉาบขนาดใหญ่ 1 คู่ ฆ้องขนาดใหญ่และเล็กลดหลั่นลงไปประมาณ 5-9 ใบ ขณะ
บรรเลง กลองมองเซิงจะตีรับกับฉาบโดยลักษณะอาการล้อทางเสียงหลอกล่อกันไป ในขณะที่มีเสียงฆ้องเป็นตัวก ากับจังหวะ ซึ่งมีบางแห่งเพิ่มฉิ่งตีก ากับจังหวะไปพร้อม ๆ กับฆ้องด้วย
โอกาสที่ใช้บรรเลง
วงกลองมองเซิงใช้ประโคมในงานบุญของวัด ขบวนแห่ครัวทาน และประกอบการฟ้อนพื้นเมือง
รวมทั้งขบวนแห่นาคสามเณรที่ล้านนาเรียก “ลูกแก้ว” ไทใหญ่เรียก “ส่างลอง”
 กลองมองเซิงนี้ ชื่อทั่วไปเรียก “กลองมองเซิง” แต่เฉพาะแถบอ าเภอบ้านโฮ่ง จังหวัดล าพูน เรียกกลอง
ชนิดนี้ว่า “กลองป๊ะปุ่มปิ้ง” และนอกจากนี้ยังพบกลองลักษณะเดียวกันแต่มีขนาดเล็กเรียกว่า “กลองมองลาว”มีกลองอีกชนิดหนึ่งที่เป็นกลองสองหน้าคล้ายกลองมองเซิงแต่มีขนาดเล็กกว่าเรียกว่า “กลองมองลาว”ลักษณะการตีจะใช้จังหวะที่กระชับ เร่งเร็ว นิยมใช้ในขบวนแห่ที่ต้องเดินระยะไกล โดยมีฆ้องชุดตีประกอบ 3-5ใบ
 ปัจจุบัน วงกลองมองเซิงยังเป็นที่นิยมกันอยู่ ไม่ว่าจะเป็นการใช้แห่ขบวน ใช้บรรเลงประกอบการฟ้อน
เช่น ฟ้อนกลายลาย ฟ้อนดาบ ฟ้อนเจิง เป็นต้น และที่ส าคัญคือมีการส่งเสริมโดยการประกวดแข่งขันกันอย่างต่อเนื่อง หากจัดกิจกรรมอย่างนี้ไปอย่างสืบเนื่อง กลองมองเซิงก็น่าจะอยู่คู่ล้านนาต่อไป

กลองปูเจ่า

กลองปูเจ่าเป็นกลองก้นยาวแบบของชาวไทยใหญ่มีขนาดเล็กกว่ากลองเอวยาวประมาณ ๑๔๐เซนติเมตร ขนาดหน้ากลองเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ ๒๖ เซนติเมตร ใช้สะพายตีละเล่นประสมวงกลองปูเจ่๔. กลองซิ่งม่องรูปร่างคล้ายกลองยาวของภาคกลาง หน้ากลองมีขนาดเท่า ๆ กับกลองปูเจ่แต่มีรูปทรงสันกว่า คือ ยาวประมาณ ๘๐ – ๙๐ เซนติเมตร คนตีกลองสามารถใช้สะพายป่าได้ใช้ในขบวนแห่ต่าง ๆประเภทขึนหนังสองหน้าได้แก่๑. กลองปูจา(กลองบูชา) เป็นกลองขึนหนังสองหน้า ขนาดใหญ่ตังอยูกับที่แต่ใช้ตีหน้าเดียวปกติตังไว้ที่ศาลาไว้กลอง หรือตังไว้ภายในวัด ประกอบด้วยกลองขนาดใหญ่๑ ใบ ซึงมีขนาดหน้ากลองเส้นผ่าศูนย์กลางขนาด ๑ เมตร ความยาวของตัวกลองประมาณ ๑.๕ เมตร และกลองขนาดเล็กเรียกว่า“กลองแสน” หรือ “ลูกตุบ” อีก ๒ – ๓ ใบ ซึงมีขนาดลดหลันกัน กลองปูจาใช้ตีเป็นพุทธบูชาในโอกาสเกี่ยวกับพิธีกรรมทางพุทธศาสนา เช่น วันขึนหรือแรม ๗ คํา และ ๑๔ คํา ระหว่างเข้าพรรษา เป็นต้น บางแห่งใช้ตีเป็นสัญลักษณ์บอกเวลาด้วยเวลาตีกลองปูจาจะใช้ผูตี๒ คน คนหนึงใช้ไม้คอนตี๒ มือ ตีทังกลองใหญ่และกลองเล็ก เป็นทํานองต่าง ๆ อีกคนหนึงใช้ไม้แสะ (ไม้ไผ่ผ่าซีกจักปลาย) ตีขัดจังหวะกลองยืนทํานอง ไปตลอด นอกจากนีหากเป็นการตีประกวดกัน ก็ย ังมีคนตีฆ้องโหม่งและฉาบประกอบด้วยแบบแรกคือ กลองสะบัดแบบดังเดิม ดัดแปลงมาจากกลองปูจา (บูชา) ให้มีขนาดเล็กลงเพื่อใช้หามนําหน้าขบวนแห่ได้ใช้ตีเพื่อความเป็นสิริมงคลในงานมงคลต่าง ๆ (ยกเว้นงานอวมงคล)โดยเฉพาะนําขบวนแห่ครัวทาน มีกลองใหญ่๑ ใบ ขนาดหน้ากลองเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ ๑ เมตร ด้านข้างหนาประมาณ ๓๐ เซนติเมตร มีกลองเล็กเรียกว่า “ลูกตุบ” อีก ๒ ใบ ใช้ผูตีคนเดียว มือซ้ายถือไม้แสะ มือขวาถือไม้ค้อนตีสลับกันไป และมีคนตีฆ้องโหม่ง ๑ ใบ ตีประกอบจังหวะแบบที่สองเป็นกลองสะบัดชัยที่เพิงเกิดขึนเมื่อประมาณปีพ.ศ. ๒๔๘๐ เป็นกลองสะบัดชัยแบบเดียวไม่มี“ลูกตุบ” รูปทรงและขนาดคล้ายกับแบบแรก มีคานหามขึนมีไม้ประกบกลองแกะสลักงดงาม ใช้ผูหาม ๒ คน มีคนตีฆ้อง ๒ คน และคนตีฉาบอีก ๑ คน ตีประกอบ การตีกลองต้องให้เข้าจังหวะกับฆ้องและฉาบ เริ ่มตีจากจังหวะช้าและเร็วตามลําดับผูตีกลองจะแสดงท่า “ฟ้อนเจิง” พลิกแพลง ผาดโผนต่าง ๆ รวมทังใช้ศรีษะ ไหล่ศอก เข่า และเข่าแทนไม้ค้อนตีกลอง



กลองทัด

 กลองทัด เป็นกลองสองหน้าขนาดใหญ่ ขึ้นหน้าทั้งสองข้างด้วยหนังวัวหรือหนังควาย ตรึงด้วยหมุด หุ่นกลองทำจากไม้เนื้อแข็ง กลึงคว้านข้างในจนเป็นโพรง ป่องตรงกลางนิดหน่อยหมุดที่ตรึงหนังเรียกว่าแส้ ทำด้วยไม้หรืองาหรือกระดูกสัตว์ ตรงกลางหุ่นกลองมีห่วงสำหรับแขวน เรียกว่า หูกระวิน หรือ หูระวิง กลองทัดมีขนาดหน้ากว้างเท่ากันทั้งสองข้าง วัดเส้นผ่าศูนย์กลางได้ประมาณ 46 ซม. ตัวกลองยาวประมาณ 41 ซม. กลองทัดมี 2 ลูก ลูกที่มีเสียงสูง ดัง ตุม เรียกว่า ตัวผู้ และ ลูกที่มีเสียงต่ำตีดัง ต้อม เรียกว่า ตัวเมีย ใช้ไม้ตี 1 คู่ มีขนาดยาวประมาณ 54 ซม.
กลองทัดใช้บรรเลงในวงปี่พาทย์ โดยเล่นคู่กับตะโพน
ตัวกลองทำด้วยไม้แก่น เนื้อแน่นแข็งใช้กลึงคว้านข้างในจนเป็นโพรงใช้ กลึงคว้านข้างในจน เป็นโพรงตรงกลางป่องออกนิดหน่อย ขึ้นหน้าทั้ง 2 ข้าง ด้วยหนังวัวหรือหนังควายตรึงด้วยหมุด ซึ่งเรียกว่า "แส้" ทำด้วยไม้ หรืองา หรือกระดูกสัตว์ หรือโลหะ ตรงกลางหุ่นกลองด้านหนึ่งมีห่วงสำหรับแขวน เรียก กันว่า "หูระวิง" เวลาใช้บรรเลงตีเพียงหน้าเดียว หน้าหนึ่งติดข้าวสุกผสมกับขี้เถ้าปิดตรงใจกลาง แล้ววาง กลองทางด้านนั้นคว่ำตะแคงขอบไว้บนหมอนหนุน มีขาหยั่งสอดค้ำตรงหูระวิง ใช้ตีด้วยท่อนไม้ 2 อัน กลองทัด นิยมใช้ 2 ลูก ลูกหนึ่งเสียงสูงเรียกว่า "ตัวผู้" ตีเสียงดัง "ตูม" อีกลูกหนึ่งเสียงต่ำเรียกว่า "ตัวเมีย" ตีเสียงดัง   "ต้อม" กลองทัด เป็นเครื่องดนตรีที่ใช้ประกอบจังหวะที่ขึงด้วยหนังสองหน้า มีรูปทรงกระบอก กลางป่อง ออกเล็กน้อย ตรึงด้วยหมุดที่เรียกว่า "แส้" ซึ่งทำด้วยไม้ งาช้าง กระดูกสัตว์ หรือโลหะ หน้ากลอง ด้านหนึ่ง ติดข้าวตะโพน แล้วตีอีกด้านหนึ่ง ใช้ไม้ตีสองอัน สำรับหนึ่งมีสองลูก ลูกเสียงสูงเรียกว่า "ตัวผู้" ลูกเสียงต่ำ เรียกว่า "ตัวเมีย" ตัวผู้อยู่ทางขวา และตัวเมียอยู่ทางซ้ายของผู้ตี กลองทัดน่าจะเป็นกลองของไทย มาแต่ โบราณ ใช้บรรเลงรวมอยู่ในวงปีพาทย์มาจนถึงปัจจุบัน
1. ในกรณีกลองประเภทที่ต้องใช้ข้าวติดหน้ากลองให้ทำความสะอาดโดยการใช้ผ้าเปียกน้ำพอหมาดๆเช็ด      หน้ากลองให้สะอาด
2. นำกลองที่ทำความสะอาดแล้วใช้ผ้าคุมหรือนำผ้าไปตัดเป็นถุงใส่ เพื่อกันความชื้น
3. ตรวจสอบคุณภาพความตึงของเสียงกลองให้ได้มาตรฐานอยู่เสมอ

ขนาดของกลองทัดจะใหญหร ือเล็กขึ้นอยกู ับหนทุ ี่ผูสราง
ตองการ โดยเฉพาะลกใหญ ู เส ียงกจะด ็ ังมากกวาลกเล ู ็ก สวนประกอบดังนี้
• หุนกลอง ทําดวยไมทอนขนาดใหญ ทรงกลม กลงให ึ ไดรูป และสัดสวนที่
ตองการ แลวขุดแตงใหเปนโพรงภายใน ตรงกลางหนแต ุ งใหเปนกระพุงเล็กนอย และ
ตรงกลางของ กระพุงจะติด " หูระวิน " ซงทึ่ าดํ วยโลหะเปนรูปหวงกลม  สําหรับคลองกับ
ขาหยงั่ ใหหนา กลองทั้งสองเอียง เพื่อตีไดสะดวก
• ขาหยงกลอง ั่ ทําดวยไม  ไผหลวก  2 อัน เหลาใหกลมยาวเล็ก ตอนบนเจาะรูรอยเชือก
ติดกัน ตอนลางตอกตะปูใหแหลมออกมาเล็กนอย เพื่อตอกยึดติดกับพนื้ เวลาตั้งตีจะ
ไมลื่น มีขาหยงบางอ ั่ ันไดสร างขึ้นอยางปราณ  ีตสวยงามคือ ทําดวยไมสัก ตอนลางเป  น
ฐานรองรับ ขอบและตัวกลอง โดยเวาเปนร ูปพระจันทรครึ่งซกี บากปลายใหรับกับ
ขอบกลอง ดานหลงกล ั ึงเปนเสาส  ี่เหลี่ยมตั่ง ตรงปลายกลึงเปนล ักษณะลูกแกว มีขอกลม
ตอกยึด เพื่อผูกเชือกยึดกบหั ูระวนิ ใหหนากลองเอียงไดระดับที่ตองการ
• หมอนกลอง ทาดํ วยทอนไมเล็กๆ ยึดติดกัน หรือทาดํ วยผาพันเปนวงกลม  2 อันเพื่อ
รองรับขอบกลองใหอยูในตําแหนงท ี่ตีไดสะดวกไมเลื่อนหรือคลอนงาย
• หนงหน ั ากลอง ทําดวยหน  งวั ัว หรือหนงควาย ั รีดบางเปนแผ  นผนกลม ื เล็กใหญตามขนาด
ของหนากลอง  ตรึงดวยหมุด เรียกวา " แส " ซึ่งทาดํ วยไม  กระดูก หรืองา หวกลม ั
ปลายแหลม โดยรอบหนงหน ั ากลอง บางลูกม " ี แหน " ซึ่งทาดํ วยหวายถักพันรอบขอบ
กลอง ที่กลางหนาหน  งจะทาร ั ักเปนวงกลม  เพื่อเปนจ ดลงไม ุ กลอง ดานลางส  าหร ํ ับติด
ขาวสุกผสมขี้เถา ใหไดเสียงกลองที่ไพเราะ และที่ขอบกลองทงลั้ างและบนจะทารกั
โดยรอบ เพื่อรักษาหนงั
• ไมตีกลอง ทาดํ วยไมไผลวก หรือไมชิงชนั 2 อัน เหลาใหกลมเลกยาวขนาดพอเหมาะม ็ ือ
มนปลายใหกลมเล  ็กนอย บางอนพั นผั าที่หวไม ั เพื่อใหเส ียงนุมนวล และรักษาหนากลอง 
• ขาวสุกติดหนากลอง  ทําดวยข  าวสุกบดผสมขี้เถาฝน ขี้เถาที่ดทีี่สดคุ ือ ขี้เถาที่เผามาจาก
ตะโหงกมะพราว เพราะขี้เถาชน  ิดน ี้ มีอายุใชงานยาวนานไดนานกวาข ี้เถาชนิดอนๆื่
 กลองทัดบางคูไดประดิษฐขึ้นอยางปราณีตสวยงาม โดยเฉพาะวงปพาทยท ี่
ประกอบงา ประดับมุข กลองทัดก็จะประกอบงาและประดับมุขไปดวย แมแตหมอนกย็ัง
ประกอบงาและฝงมุขตามไปดวย
 หลักการตกลองท ี ัด
 ผูตีนั่งขัดสมาธิลําตัวตรงไมกมหรือเงยหนาเกนไป ิ นั่งระหวางก  ึ่งกลางกลองทัดทั้งสอง
ลูก ผูตีหันหนาเขาหากลอง  โดยกลองลกทู ี่มีเสยงส ี งอย ู ูทางขวา และลูกทมี่ ีเสียงต่ําอยูทางมือซาย
ของผูตี
 --จับไมตีดวยมือทั้งสองขาง โดยใชนวทิ้ งหั้ า กําบริเวณปลายดามไม ในลักษณะที่หวแม ั 
มือเหยยดตรงอย ี ูที่ดานบนของดามท้งนั ี้ใหปลายด  ามโผลเล็กนอย และจับไมไมแนนเกินไป มี
ลักษณะการตีดังนี้
 --ตองตีใหปลายหวไม ั ลงบนหนงหน ั ากลอง ใกลจุดกึ่งกลางที่ทารัก หรือกลางจุดกงกลาง ึ่
ทั้งนี้ขึ้นอยกู ับหนากลองแต  ละลูก
 --ตองตีดวยการใชน้ําหนักมอทื ี่เหมาะสมกบหน ั า กลองแตละลกู
 --ตีกลองดวยมือขางละลกู ปรกติใชมอซื ายตีตัว เมยเส ี ียงตา่ํ และมือขวาตีกลองตัวผู
เสียงสงู
 --เวลาตียกดามไม  ใหมออย ื ทู ี่ประมาณระดับหู
 --ตีสลับมือที่กลองลูกเดียวหรือทั้งสองลกทู เรี่ ียกวา "เลนไม"
 --ตีไดเสียงดังเสมอกันทั้งสองลูกโดยการประคบมือหรือที่เรียกวา"สงมอื"
 --ตีพรอมกันทงสองล ั้ ูกดวยน  าหน ้ํ ักและเสยงด ี ังประมาณกัน
 จากหลักการดังกลาวกอใหเกิดวิธีตีกลองทัดที่เปนพ นฐาน๒อย ื้ างคือ
 1.การตีเสียงตางๆ
 2. การดําเนนจิ ังหวะ
 การตีเสียงตางไดแก
 -- เสียงตูม คือตีดวยมือขวาลงบนหนาหน  ัง กลองตัวผู (สูง)ดวยกําลังทพอเหมาะก ี่ ับ
หนากลองหร  อขนาดของกลอง ื เมื่อตีลงแตละครั้งจะยกมือขึ้นทนทั เพี อให ื่ เสียงกังวาน (การตีสงมอื)
 หมายเหตการต ุ ีเสียงตูมเพียงเสียงเดียวตองใชมือขวา
 -- เสียงตอม คือตีดวยมือซายลงบนหนาหน  ังกลองตัวเมีย (ต่ํา) ดวยกําลงทั พอเหมาะ ี่
กับหนาหนงหร ั ือขนาดของกลองตีลงแตละครั้งแลวยกขึ้นทันทีเพื่อใหเสยงก ี งวาน ั
 *หมายเหตุการตีเสียงตอมเพียงเสียงเดียวตองใชม ือซาย
 -- เสียงครึ่ม คือการตีพรอมกันทั้ง 2 ลูกดวย 2 มือขางละลกู ในลกษณะการต ั ีเสียงตูม
และเสียงตอม โดยใหเสียงทั้ง 2 ลูกดังประมาณกนั
 -- เสียงดูด คือการตีสองมือลงทลี่ ูกเดียวกัน แตมือซายหามเส  ียงโดยกดไมตีลงกับหนา
กลองสวนมือขวาตีแบบเปดมือ
 การดําเนินจงหวะ ั
 ตามปรกติกลองทัดจะตีควบคูไปกับตะโพนไทย โดยที่ตะโพนมีตีตาม "หนาทับ"ที่กําหนด
สวนกลองทัดจะตีตาม"ไมกลอง"ที่กําหนดไดแก
 --ไมเดิน คือการตีกลองทดทั ี่มีจังหวะ ระยะหางเท  าก ันทุกไม จะชาหรือเร็วขนอย ึ้ ูกับ
ทํานองเพลง
 --ไมลา คือการตีกลองทัดที่มีพยางคถ่ีหรือ กระชนกว ั้ าไมเดิน ไมสม่ําเสมอ อาจลงตรง
จังหวะหรือลักจังหวะก็ไดท ั้งนี้ขึ้นอยกู ับหนาท ับของตะโพนที่ใชกับบทเพลงนั้นๆ
 --ไมรัวคือการตีสลับมือดวยพยางคถี่และเร็ว ซึ่งจะตีในลกเด ู ียว
 --เลนไมคือการตีสลับมือที่ยกเยั ื้องออกไปจากหนาท ับทกี่ ําลังตีอยู
 --ไมกลองตามหนาท ับคือการตีกลองทัดตามหนาทับตางๆตามท  ี่บัญญัติไว
 หนาท ับที่ใชตกีับกลองทัด สวนมากจะเปนหน  าทับ พิเศษ โดยเฉพาะที่ตีกากํ ับในเพลงชุด
โหมโรงเชาและโหมโรงเยนซ็ งมึ่ ีตะโพนตทีาน าและสอดสล ํ ับกับไมกลองโดยตลอด
 ผูตีนั่งทาขัดสมาธิ ลําตัวตรง อยูกงกลางกลองท ึ่ งสอง ั้ จับไมขางละอัน โดยกําใหหลวม 
ปลายโผลเลกน็ อย โดยปกติใชมือซายตีเสียงต่ําและมอขวาต ื ีเสียงสงู ใชกําลังสวนท  อนแขนและ
ขอมือ ตีลงระหวางจ  ุดที่ทารกั เพื่อใหไดเสียงที่ไพเราะ ตองใชการตีที่ประคบมือ คือการใชกําลงั
กลามเนื้อ และน้ําหนักที่พอดีกับหนากลองด  ังทเรี่ ียกวา " ตีสงมือ " และจากหลกการต ั ีกลองทดั
ดังกลาวกอใหเก ิดวิธีตีกลองทัดอีก3แบบดังนี้
 1. ตีดวยมือขางละล  กู คือการใชมือซายตีลงที่ตวเม ั ียเปนเสียง " ตอม " และใชมอขวาต ื ี
ตัวผูเปนเสยงี "ตูม"
 2. ตีสลับมือลงทกลองล ี่ ูกเดียว หรือสองลกู คือ การสลบมั ือขวาไปตีเสียงต่ํา หรือสลับมือ
ซายมาตีเสียงสูง ในลกษณะท ั ี่เรียกวา " เลนไมหรือรัว "
 3. ตีพรอมกันทั้งสองลูก คือการใชมือซายและมือขวาตีลงที่กลองทงสองล ั้ ูกพรอมกัน ให
มีน้ําหนักประมาณกนั โดยมากจะใชตีในเพลงกราวราํ และเพลงนางหงส

กลองชาตรี

 กลองชาตรี เป็นกลองสองหน้า มีรูปร่างเหมือนกลองทัดทุกอย่างแต่ขนาดย่อส่วนเปรียบเหมือนแม่กับลูก กลองชาตรีเป็นลูก มีเส้นผ่านศูนย์กลางยาวประมาณ 20 ซม. และสูง 24 ซม.ใช้เป็นคู่เช่นเดียวกัน ใช้ทำหน้าทับในวงปี่พาทย์เครื่องห้า หรือวงปี่พาทย์ชาตรี ประกอบการแสดงละครโนรา ใช้เล่นคู่กับโทนชาตรี
ปร่างและลักษณะการตีเช่นเดียวกับกลองทัด แต่มีขนาดเล็กกว่ากลองทัดมากใช้บรรเลง ร่วมในวงปีพาทย์ในการแสดงละครชาตรีที่เรียกว่า "ปีพาทย์ชาตรี" ใช้เล่นคู่กับโทนชาตรี
          กลองชนิดนี้ มีชื่อเรียกตามเสียงที่ได้ยินว่า “กลองตุ๊ก” เพราะเวลาตีจะมีเสียงดัง ตุ๊ก ๆ วงปี่ พาทย์ชาตรี เป็นวงสำหรับละครชาตรี ละครชนิดนี้เป็นละครเร่ ฉะนั้น กลองชาตรีจึงทำขนาด ให้เล็กลง เพื่อสะดวกในการขนย้าย ละครชนิดนี้แต่ก่อนมีแพร่หลายทางภาคใต้ ปัจจุบันก็ยังคงมีอยู่ แต่ได้เปลี่ยน วิธีการเล่นไปบ้างแล้ว
            กลองชาตรีมีรูปร่างลักษณะและการตีเช่นเดียวกับกลองทัด แต่ขนาดเล็กกว่ากลองทัด ประมาณ ครึ่งหนึ่ง ขึ้นหนังสองหน้า ใช้บรรเลงร่วมในวงปีพาทย์ในการแสดงละครชาตรีที่เรียกว่า "ปีพาทย์ชาตรี" ใช้เล่น คู่กับโทนชาตรี
1. ในกรณีกลองประเภทที่ต้องใช้ข้าวติดหน้ากลองให้ทำความสะอาดโดยการใช้ผ้าเปียกน้ำพอหมาดๆเช็ด      หน้ากลองให้สะอาด
2. นำกลองที่ทำความสะอาดแล้วใช้ผ้าคุมหรือนำผ้าไปตัดเป็นถุงใส่ เพื่อกันความชื้น
3. ตรวจสอบคุณภาพความตึงของเสียงกลองให้ได้มาตรฐานอยู่เสมอ

กลองสะบัดชัย

 กลองสะบัดชัย เป็นกลองที่มีมานานแล้วนับหลายศตวรรษ ในสมัยก่อนใช้ ตียามออกศึกสงคราม เพื่อเป็นสิริมงคล และเป็น ขวัญกำลังใจให้แก่เหล่าทหารหาญในการต่อ สู้ให้ได้ชัยชนะ ทำนองที่ใช้ในการตี กลองสะบัดชัยโบราณมี 3 ทำนอง คือ ชัยเภรี, ชัย ดิถี และชนะมาร
การตีกลองสะบัดชัยเป็นศิลปะการแสดงพื้นบ้านล้านนาอย่างหนึ่ง ซึ่งมักจะพบเห็นในขบวนแห่หรืองานแสดงศิลปะพื้นบ้านในระยะหลังโดยทั่วไป ลีลาในการตีมีลักษณะโลดโผนเร้าใจมีการใช้อวัยวะหรือส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย เช่นศอก เข่า ศีรษะ ประกอบในการตีด้วย ทำให้การแสดงการตีกลองสะบัดชัยเป็นที่ประทับใจของผู้ที่ได้ชม จนเป็นที่นิยมกันอย่างกว้างขวางในปัจจุบัน
รูปร่างลักษณะกลองสะบัดชัย
รูปร่างลักษณะแต่เดิมนั้น เท่าที่พบมีแห่งเดียว คือกลองสะบัดชัยจำลองทำด้วยสำริด ขุดพบที่วัดเจดีย์สูง ตำบลบ้านหลวง อำเภอฮอด จังหวัดเชียงใหม่ กลองสะบัดชัยดังกล่าวประกอบด้วยขนาดกลองสองหน้าเล็ก 1 ลูก กลองสองหน้าขนาดใหญ่ 1 ลูก ฆ้องขนาดหน้ากว้างพอ ๆ กับกลองใหญ่อีก 1 ใบ พร้อมไม้ตีอีก 3 อัน หน้ากลองตรึงด้วยหมุดตัดเรียบมีคานหามทั้งกลองและฆ้องรวมกัน
ส่วนที่พบโดยทั่วไป คือกลองสะบัดชัยที่แขวนอยู่ตามหอกลองของวัดต่าง ๆ ในเขตล้านนา ซึ่งมักจะมีลักษณะเหมือนกัน คือมีกลองสองหน้าขนาดใหญ่ 1 ลูก หน้ากว้างประมาณ 30 – 35 นิ้ว ยาวประมาณ 45 นิ้ว หน้ากลองหุ้มด้วยหนังตรึงด้วยหมุด ( ล้านนาเรียก "แซว่" ) โดยที่หมุดไม่ได้ตัดเรียบคงปล่อยให้ยาวออกมาโดยรอบ ข้าง ๆ กลองใหญ่ มีกลองขนาดเล็ก 2 - 3 ลูก เรียกว่า " ลูกตุบ " กลองลูกตุบทั่วไปมักมีสองหน้าบางแห่งมีหน้าเดียว ขนาดหน้ากว้างประมาณ 8 – 10 นิ้ว ความยาวประมาณ 12 – 15 นิ้ว หน้ากลองหุ้มด้วยหนังตรึงด้วยหมุดเช่นกัน
กลองสะบัดชัยในปัจจุบันเป็นกลองที่ย่อส่วนมาจากวัด เมื่อย่อขนาดให้สั้นลง โดยหน้ากว้างยังคงใกล้เคียงกับของเดิม ลูกตุบก็ยังคงอยู่ ลักษณะการหุ้มหน้ากลองเหมือนของเดิมทุกประการ ตัวกลองติดคานหามสำหรับคนสองคนหามได้ ต่อมาไม่นิยมใช้ลูกตุบ จึงตัดออกเหลือแต่กลองใหญ่ ลักษณะการหุ้มเปลี่ยนจากการตรึงด้วยหมุดมาใช้สายโยงเร่งเสียง เพราะสะดวกต่อการตึงหน้ากลองให้ตึงหรือหย่อนเพื่อให้ได้เสียงตามที่ต้องการ ข้างกลองประดับด้วยไม้แกะสลักซึ่งนิยมแกะเป็นรูปนาค และมีผ้าหุ้มตัวกลองให้ดูสวยงามอีกด้วย
การแต่งกายของผู้แสดง
ผู้แสดงใส่ชุดพื้นเมืองเหนือ นุ่งเตี่ยวสะดอ โพกศรีษะ สวมเสื้อม่อฮ้อม
บทบาทของกลองสะบัดชัย
อาจกล่าวได้ว่า ปัจจุบันศิลปะการตีกลกองสะบัดชัย เป็นศิลปะอย่างหนึ่งที่ได้นำชื่อเสียงทางด้านวัฒนธรรมพื้นสู่ล้านนา และบทบาทของกลองสะบัดชัยจึงอยู่ในฐานะการแสดงในงานวัฒนธรรมต่าง ๆเช่น งานขันโตก งานพิธีต้อนรับแขกเมืองขบวนแห่ ฯลฯ
แต่โอกาสในการใช้กลองสะบัดชัยแต่เดิมมาจนถึงปัจจุบันยังมีอีกหลายประการ ซึ่งมีหลักฐานปรากฏในวรรณกรรมต่าง ๆมากมาย สรุปได้ดังนี้
ใช้ตีบอกสัญญาณ
การใช้กลองสะบัดชัยตีบอกสัญญาณนั้นมีหลายลักษณะ ดังนี้
สัญญาณโจมตีข้าศึก
ในตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่ ฉบับวัดพระงาม ผูกที่ 2 กล่าวถึงสมัยพระญามังราย ตอนขุนครามรบพระญาเบิกที่เมืองเขลางค์ ขุนครามแต่งกลให้ขุนเมือง
เชริงเป็นปีกขวา ขุนเมืองฝางเป็นปีกซ้ายยกพลเข้าโจมตี กล่าวว่า ‘' เจ้าขุนครามแต่งกลเส็กอันนี้ แล้วก็หื้อสัญญาริพลเคาะคล้องโย้ง ( ฆ้อง ) ตีกลองชัย ยกสกุลโยธาเข้าชูชนพระญาเบิก ยู้ขึ้นมาวันนั้นแล กลองชัยในที่นี้ คือกลองสะบัดชัยนั่นเอง เพราะในบริบทที่ใกล้เคียงกันนี้มีคำว่า
‘' สะบัดชัย ตีคู่กับฆ้องอยู่ด้วย กล่าวคือในตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่ พระยาลุ่มฟ้าห้อยกพลเข้าตีเชียงแสนชาวเมืองแต่งกลศึกโดยขุดหลุมพรางฝังหลาว แล้วตีปีกทัพล้อมไล่ทัพห้อให้ถูกกล
‘' ยามแตรจักใกล้เที่ยงวันหร้อ ( ฮ่อ ) ยกพลเส็กเข้ามาชาวเราจิ่งเคาะคล้อง ( ฆ้อง ) ตีสะบัดชัย ยกพลเส็กกวมปีกกากุมติดไว้ และในสมัยพระญาติโลกราช ตอนหมื่นด้งนครรบชาวใต้ ( สองแคว ) ได้ให้พลโยธาซุ่มอยู่จนข้าศึกตายใจแล้ว กล่าวว่า ‘' หมื่นด้งหื้อเคาะคล้องโย้ง ตีสะบัดชัย เป่าพุลุ ลาภา ปลี่หร้อยอพลเส็กเข้า ฝูงอยู่คุ่มไม้ก็สว่ายเดงช้างตีจองวองยู้เข้าไพ โห่ร้องมี่นันมากนัก
สัญญาณบอกข่าวในชุมชน
วรรณกรรมไทเขินเรื่อง ‘' เจ้าบุญหลง ผูกที่ 5 ตอนชาวเมืองปัญจรนคาผูกผุสรถเพื่อเสี่ยงเอาพญาเจ้าเมือง อามาตย์ได้สั่งให้เสนาไปป่าวประกาศ ‘' อมาตยแก้วพรองเมือง หื้อเสนาเนืองเอิ้นป่าว ค้อนฟาดหน้ากลองไชย เสียงดังไปผับจอด รู้รอดเสี้ยงปัญจรนคร ‘' และผูกที่ 7 ตอนเจ้าพรหมปันจัดเตรียมทัพไปเยี่ยมอนุชาและมารดา ได้สั่งให้เสนาไปร้องป่าวให้ชาวเมืองเตรียมขบวนาร่วมด้วย ‘' เจ้าก็ร้องเสนามาสู่ แทบใกล้กู่ตนคำปลงอาชญาทำโดยรีบ ถีบคนใช้หนังสือ กลองสะบัดชัยตีป่าวกล่าวไพร่ฟ้ามามวล
เป็นมหรสพ
วรรณกรรมเรื่อง อุสสาบารส ผูกที่ 1 ตอนพระยากาลีพรหมราชให้นำมเหสีสุราเทวีไปเที่ยวชมสวนอุทยานและในสวนอุทยานก็มีการเล่นมหรสพ ‘' มหาชนา อันว่าคนทังหลายก็เหล้นมโหรสพหลายประการต่าง ๆ ลางพร่องก็ตีกลองสะบัดชัยตื่นเต้น ลางพร่องก็ตีพาทย์ค้องการะสับ ลางพร่องเยียะหลายฉบับ ฟ้อนตบตีนมือ ลางพร่องปักกะดิกเอามือตางตีน
ในวรรณกรรมประเภทคร่าวซอเรื่อง หงส์หิน ที่แต่งโดยเจ้าสุริยวงส์ ตอนมีงานสมโภชเจ้าหงส์หินได้เป็นเจ้าเมืองกล่าวถึงการเล่นมหรสพต่าง ๆ ซึ่งมีกลองสะบัดชัยด้วย ว่า
‘' เจ็ดแบกเมี้ยน บ่ถูกตัวเขา ดาบลาเอา ท่ารบออกเหล้นกลองสะบัดชัย ลูกตุบไล่เต้น ขบวนเชิงต่อยุทธ์ ชนผัดหลัง แล้ววางอาวุธ พิฆาตข้าฟันลอง
และแม้ในงานศพของกษัตริย์ หรือเจ้าเมืองก็มีกลองสะบัดชัยเป็นมหรสพ เช่น ที่ปรากฏในวรรณกรรมคร่าวซอเรื่องก่ำกาดำ ตอนงานศพของพระยาพาราณสี
‘' เชิญพระศพมา ฐานตั้งไว้ กลางข่วงกว้างเมรุไชย ฟังดูกลองค้อง พิณพาทย์เสียงใส เภรีบัดไชย สรรญเสริญเจ้า
เป็นเครื่องประโคมฉลองชัยชนะ
วรรณกรรมเรื่องอุสสาบารส ผูกที่12 ตอนพระขิตราชรบศึกชนะก็มีการตีกลองสะบัดชัยเฉลิมฉลอง ‘' ส่วนว่าริพลโยธาพระขิตราชก็ตี กลองสะบัดชัย เหล้นม่วนโห่ร้องอุกขลุกมี่นันนัก เสียงสนั่นก้องใต้ฟ้าเหนือดินมากนัก ปุนกระสันใจเมืองพานมากนัก หากได้แล้วก็ตีค้อง กลองสะบัดชัย สงวนม่วนเหล้น กวัดแก่วงดาบฟ้อนไปมา
เครื่องประโคมเพื่อความสนุกสนาน
ในวรรรณกรรมประเภทโคลงเรื่องอุสสาบารส มีการตีกลองสะบัดชัย ดื่มสุราในเหล่าพลโยธายามว่างจากการรบ ดังปรากฏในโคลงบทที่ 130 ว่า
พลท้าวชมชื่นเหล้น สะบัดชัย อยู่แล
มัวม่วนกินสนุกใจ โห่เหล้า
ทัพหลวงแห่งพระขิต ชมโชค พระเอย่
กลองอุ่นเมืองท้าวก้อง ติ่งแตร
บทบาทและหน้าที่ของกลองสะบัดชัยจากหลักฐานทางวรรณกรรมดังกล่าวแสดงว่าแต่เดิมนั้นเกี่ยวพันกับฝ่ายอาณาจักรกษัตริย์หรือเจ้าเมืองและกองทัพทั้งนั้นต่อมาเมื่อสถาบันกษัตริย์เจ้าเมืองของล้านนาถูกลดอำนาจจนสูญไปในที่สุด กลองสะบัดชัยซึ่งถือได้ว่าเป็นของสูง จึงเปลี่ยนที่อยู่ใหม่ไปอยู่กับ ศาสนจักร ซึ่งมีบทบาทคู่กับ ‘' อาณาจักร มาตลอดศาสนสถานของพุทธศาสนาคือวัด ฉะนั้นวัดจึงน่าจะเป็นสถานที่รองรับกลองสะบัดชัยมาอีกทอดหนึ่ง และเมื่อเข้าไปอยู่ในวัดหน้าที่ใหม่ที่เพิ่มขึ้น คือตีเป็น ‘' พุทธบูชา จนได้ชื่ออีกชื่อหนึ่งว่า กลองปูชา ( อ่าน ก๋องปู๋จา ) เวลาตีก็บอกว่า ตีกลองปูชา กระนั้นก็ตามหลายแห่งยังพูดว่า ตีกลองสะบัดชัย อยู่ดี
อย่างไรก็ตามแม้จะได้หน้าที่ที่ใหม่แล้ว หน้าที่เดิมที่ยังคงอยู่ก็คือเป็น สัญญาณ เพราะวัดเป็นศูนย์รวมของชุมชนข่าวสารต่าง ๆ จึงมักออกจากวัด ปัจจุบันจึงได้ยินเสียงกลองจากวัดอยู่บ้าง ( เฉพาะวัดที่ยังไม่มีเครื่องเสียงตามสาย ) เพื่อเป็นสัญญาณเรียกประชุมสัญญาณบอกเหตุฉุกเฉิน สัญญาณบอกวันโกนวันพระและหน้าที่รองลงมาที่เกือบจะสูญหายแล้วาคือเป็น ‘' มหรสพ ซึ่งเหลือเฉพาะในงานบุญคือ บุญสลากภัตต์ที่เรียกว่า ทานกวยสลาก ( อ่าน ‘' ตานก๋วยสะหลาก )

หมายเหตุ
การเรียงของลูกกลองสบัดชัยในอดีตจะเอาลูกตุบไว้ด้านขวา เอาใบใหญ่ไว้ด้านซ้าย ซึ่งตรงกันข้ามกันกับกลองปูจา เพราะกลองปูจา จะเอาลูกตุบไว้ด้านซ้าย เอาใบใหญ่ไว้ด้านขวา แต่เมื่อยุคสมัย บวกกับสภาพแวดล้อม ทำให้การใส่ลูกตุบของกลองสบัดชัยไม่มีอีกต่อไป คงเหลือแต่ตัวแม่ หรือใบใหญ่
ทรรศนะที่ว่ากลองสะบัดชัยเปลี่ยนที่อยู่ใหม่จากอาณาจักรสู่ศาสนจักรเป็นเพียงความเข้าใจที่ได้จากการวิเคราะห์จากหลักฐานที่ยกมาเท่านั้น ผู้อ่านอาจไม่เห็นด้วยก็ได้ เพราะวัดมีหอกกลองมาช้านานแล้ว
การนำกลองสะบัดชัยเข้าสู่ขบวนแห่
บทบาทและหน้าที่เดิมของกลองสะบัดชัยอย่างหนึ่งคือเป็นมหรสพ ซึ่งเป็นมหรสพในงานระดับกษัตริย์หรือเจ้าเมือง ( วัง ) ต่อมาเป็นมหรสพในงานบุญคือระดับศาสนา ( วัด ) ก็ยังหาหลักฐานไม่พบว่ามีการนำเอาเข้าขบวนแห่ด้วยหรือไม่ เพราะกลองสะบัดชัยหรือกลองบูชาที่อยู่ตามวัดนั้นมีขนาดใหญ่และมีน้ำหนักมาก ยากแก่การเคลื่อนย้าย ภายหลังน่าจะมีผู้คิดว่าควรนำไปแห่เข้าขบวนด้วย จึงจำลองขนาดให้พอหามสองคนได้โดยย่อขนาดให้สั้นลงประมาณ 1 ใน 3 ส่วน

กลองตุ้ม

  กลองตุ้มเป็นกลองสองหน้า มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ ๓๐ ซม. ยาว ๔๐ ซม.ขึงด้วยหนังทั้งสองหน้า ตัวกลองทำด้วยไม้เนื้อแข็ง ใช้ขึ้นหน้าด้วยเชือกหนัง กลองตุ้มเล่นกันในหมู่ชาวผู้ไทยมานานแล้ว ใช้ประสมในวงดนตรี ประกอบหมอลำ ร่วมกับ แคน พิณ ปี่ลูกแคน ในกระบวนแห่ร่วมกับกลองเส็ง ผางฮาด กลองหาง ฉิ่ง แส่ง
รำมะนา (มลายู: Rebana) เป็นกลองที่ขึงหนังหน้าเดียว หน้ากลองที่ขึงหนังผายออก ตัวกลองสั้น รูปร่างคล้ายชามกะละมัง มีอยู่ 2 ชนิด คือ "รำมะนามโหรี" และ "รำมะนาลำตัด"
รำมะนามโหรี มีขนาดเล็ก หน้ากว้างประมาณ 26 ซม ตัวรำมะนายาว ประมาณ 7 ซม หนังที่ขึ้นหน้าตรึงด้วยหมุดโดยรอบ จะเร่งหรือลดเสียงให้สูงต่ำไม่ได้ แต่มีเชือกเส้นหนึ่งที่เรียกว่า สนับ สำหรับหนุนข้างในโดยรอบ ช่วยทำให้เสียงสูงได้ บรรเลงใช้ตีด้วยฝ่ามือคู่กับโทนมโหรี
ส่วน รำมะนาลำตัด มีขนาดใหญ่ หน้ากว้างประมาณ 48 ซม. ตัวรำมะนายาวประมาณ 13 ซม. ขึ้นหนังหน้าเดียว โดยใช้เส้นหวายผ่าซีกโยงระหว่างขอบปน้ากับวงเหล็กซึ่งรองก้นใช้เป็นขอบ ของตัวรำมะนา และใช้ลิ่มหลายๆ อันตอกเร่งเสียงระหว่างวงเหล็กกับก้นรำมะนา รำมะนาชนิดนี้เข้าใจว่าได้แบบอย่างมาจากชวาและเข้ามาแพร่หลายในสมัยรัชกาลที่ 5 ใช้ประกอบการเล่นลำตัดและลิเกลำตัด ในการประกอบการเล่นลำตัดนั้นจะใช้รำมะนากี่ลูกก็ได้ โดยให้คนตีนั่งล้อมวงและเป็นลูกคู่ร้องไปด้วย

กลองแขก

 กลองแขก เป็นเครื่องดนตรีประเภทเครื่องตีที่มีรูปร่างยาวเป็นรูปทรงกระบอก ขึ้นหนังสองข้างด้วยหนังลูกวัวหรือหนังแพะ. หน้าใหญ่ กว้างประมาณ 20 cm เรียกว่า หน้ารุ่ยหรือ "หน้ามัด" ส่วนหน้าเล็กกว้างประมาณ 15 cm เรียกว่า หน้าต่านหรือ"หน้าตาด" ตัวกลองหรือหุ่นกลองสามารถทำขึ้นได้จากไม้หลายชนิดแต่โดยมากจะนิยมใช้ไม้เนื้อแข็งมาทำเป็นหุ่นกลอง เช่นไม้ชิงชัน ไม้มะริด ไม้พยุง กระพี้เขาควาย ขนุน สะเดา มะค่า มะพร้าว ตาล ก้ามปู เป็นต้น ขอบกลองทำมาจากหวายผ่าซีกโยงเรียงเป็นขอบกลองแล้วม้วนด้วยหนังจะได้ขอบกลองพร้อมกับหน้ากลอง และถูกขึงให้ตึงด้วยหนังเส้นเล็ก เรียกว่าหนังเรียดเพื่อใช้ในการเร่งเสียงให้หน้ากลองแต่ละหน้าได้เสียงที่เหมาะสมตามความพอใจ กลองแขกสำรับหนึ่งมี 2 ลูก ลูกเสียงสูงเรียก ตัวผู้ ลูกเสียงต่ำเรียก ตัวเมีย ตีด้วยฝ่ามือทั้งสองข้างให้สอดสลับกันทั้งสองลูก
ลักษณะเสียง
กลองแขกตัวผู้ มีเสียงที่สูงกว่ากลองแขกตัวเมียโดย เสียง "ติง" ในหน้ามัด และเสียง โจ๊ะ ในหน้าตาด
กลองแขกตัวเมีย มีเสียงที่ต่ำกว่ากลองแขกตัวผู้ โดย เสียง ทั่ม ในหน้ามัด และเสียง จ๊ะ ในหน้าตาด
วิธีการบรรเลง
การบรรเลงนั้นจะใช้มือตีไปทั้งสองหน้าตามแต่จังหวะหรือหน้าทับที่กำนดไว้ ในหน้าเล็กหรือหน้าตาด จะใช้นิ้วชี้หรือนิ้วนางในการตี เพื่อให้เกิดเสียงที่เล็กแหลม ในหน้ามัดหรือหน้าใหญ่ จะใช้ฝ่ามือตีลงไปเพื่อให้เกิดเสียงที่หนักและแน่น ซึ่งมีวิธีการบรรเลงที่ละเอียดอ่อนลงไปอีกตามแต่กลวิธีที่ครูอาจารย์แต่ละท่านจะชี้แนะแนวทางการปฏิบัติ
กลองแขก
กลองแขก หรือ กลองคู่ เป็นกลองทรงกระบอกขึงหนังสองหน้าเช่นกัน
แต่มีสองใบ รวมเป็นหนึ่งคู่ ใบที่เสียงสูงกว่าเรียกว่า กลองแขกตัว ผู้  ใบที่เสียงต่ำกว่าเรียกว่า กลองแขกตัวเมียใช้ผู้บรรเลงสองคน โดยวางกลองบนตักมือตีดีดสลับกันตามรูปแบบเฉพาะของจังหวะเพลงซึ่งเรียกว่า “หน้าทับ”สันนิษฐานว่า กลองแขกมาจากชวา เดิมใช้บรรเลงร่วมกับ “ปี่ชวา”เรียกว่า “วงปี่ชวากลองแขก” ซึ่งใช้ในกระบวนแห่นำเสด็จพระราชดำเนินเช่น กระบวนพยุหยาตราทั้งทางบกและทางน้ำรวมทั้งในการประกอบการรำอาวุธกระบี่ กระบอง ต่อยมวยหรือแม้กระทั่งวงบัวลอยและปี่พาทย์นางหงส์ที่ใช้ประโคมศพปัจจุบันนิยมใช้กลองแขกในวงปี่พาทย์แทน ตะโพนและกลองสองหน้า
ส่วนประกอบของกลองแขก มีดังนี้

หน้ากลอง ทำจากหนังแพะหรือหนังลูกวัว ผ่านกระบวนการแปรสภาพเช่น ขูดไปมัน ตาก นวด (ยำกลอง) เป็นต้น จนได้ที่จึงนำมาขึงพาดยึดติดกับหุ่นกบองด้วยหนังเรียดด้านหน้าใหญ่  เรียกว่า “หน้ารุ่ย”หนังเรียด ในอดีตทำจากหวายผ่าซีก ปัจจุบันนิยมใช้หนังโค กระบือใช้ผูกโยง หนังหน้ากลองทั้งสอง และสามารถสาวเร่งเสียงให้เกิดเสียงสูงต่ำตามที่ต้องการแล้วใช้หนังเรียดอีกเส้นหนึ่งรวบหนังเรียดให้เป็นระเบียบ เรียก “รัดอก”หุ่นกลอง  ทำจากไม้เนื้อแข็ง เช่นไม้ชิงชัง ไม้ประดู่ ไม้กระพี้เขาควาย เป็นต้นรัดอกด้านหน้าเล็ก เรียกว่า “หน้าต่าน”

กลองสองหน้า

 กลองสองหน้า สันนิษฐานว่าเริ่มนำมาใช้ในสมัยรัชกาลที่ 2 มีลักษณะคล้ายลูกเปิงมาง แต่ใหญ่กว่า หน้ากลองด้านกว้างเส้นผ่านศูนย์กลาง 21-24 เซนติเมตร ด้านเล็กเส้นผ่านศูนย์กลาง 20-22 เซนติเมตร ตัวกลองยาว 55-58 เซนติเมตร ใช้ในวงปี่พาทย์เสภาและใช้ตีประกอบจังหวะการเดี่ยวเครื่องดนตรีต่างๆด้วย
ไม้ที่นิยมทำกลองสองหน้า ได้แก่ ไม้ซอ หรือไม้ขนุนแต่ที่นิยมคือไม้ประดู่โดยเฉพาะอย่างยิ่งไม้ประดู่เหลือง หนังหุ้มกลองที่นิยมใช้หุ้มหน้ากลอง คือหนังวัว ซึ่งต้องขูดเศษเนื้อ และเอ็นออกให้หมดจากด้านใน และ ด้านนอกสล่าบางคนเหลือขนติดไว้บางบริเวณที่เป็นขอบกลอง โดยมีเหตุผลว่าเพื่อบริเวณที่รับแรงดึงมากกว่า บริเวณอื่นๆ มีความทนทานมากขึ้น
นอกจากหนังวัวแล้ว สล่าบางคนเห็นว่าหนังของ"เยือง" หรือเลียงผาเป็นหนังที่ใช้หุ้มกลองได้ดีมาก เพราะหนังของ เยืองนุ่มกว่าหนังวัว จึงทำให้เสียงนุ่มหูกว่า แต่เยืองเป็นสัตว์ที่หายาก หนังเยืองจึงกลายเป็นหนังในอุดมคติและหนัง วัวจึงถูกนำมาใช้จริงๆหนังวัวที่ดีนั้นควรได้จากหนังวัวหนุ่ม หรือวัวตัวเมียที่ตกลูกไม้เกิน 2 ครอก มิฉะนั้นหนังจะหยาบกระด้างเกินไปนอกจากนี้ท่าเป็นไปได้ สล่าจะพอใจในหนังที่อยู่ข้างบนในเวลาวัวนอนเนื่องจากวัวนอนตะเเคงด้านเดียวเสมอก่อนหุ้มกลอง หนังจะถูกขึงกับกงล้อจักรยานให้ตึง เมื่อแห้งได้ที่สล่าจะนำห่วงกลมขนาดพอสวมหน้ากลองได้ มาทับ กับหนัง แล้วตัดหนังรอบๆห่วงโดยเผื่อพับไว้ไม่น้อยกว่า 2 นิ้ว จากนั้นสล่าจะเอาน้ำลูบหนังให้อ่อนตัวเพื่อพับเข้ากับตัว และเจาะรูร้อยหนังหรือเชือก และทำเป็นห่วงโดยรอบเรียกว่า"สายหูหิ่ง"เมื่อพร้อมเสร็จจะนำไปปิดหน้า กลองได้สายขึ้นหน้ากลอง หรือ"หนังชัก"นั้น ปกติใช้หนังซึ่งตัดเป็นเส้นยาวๆและปิดเกลียวไว้ถ้าเป็นกลองขนาดใหญ่อาจใช้หนังควายทำเพราะเหนียวและทนทานมากสล่าส่วนมากต้องการใช้เส้นหนังทำหนังชักแต่ถ้าหาไม้ได้ก็จะใช้เชือกไนลอน ซึ่งหาง่ายจากตลาด การใช้เชือกล่อนไม่มีผลเสียต่อเสียงกลอง จึงทำใหส้ล่าจำนวนมากต้องใช้เชือกไนล่อนแทน เส้นหนังการแต่งเสียงกลอง เป็นงานที่สำคัญงานหนึ่งของสล่ากลอง เป็นทั้งงานลำดับสุดท้ายและงานต่อเนื่องที่ไม่มีวันสิ้นสุด การขหนังหน้ากลองเมื่อเวลาจะใช้งาน คือ ภารกิจหลัก ซึ่งไม่มีข้อยุ้งยากแต่ประการใด และก่อนใช้งาน นอกจากขึ้นหนังกลองให้ได้ที่แล้ว ยังต้องมีการติด"จ่ากลอง"และตีเสียงฟังควบคู่ไปด้วย
ปัจจุปันนี้ กลองสองหน้ามีราคาประมาณ 1000 ขึ้นไป

กลองกันตรึม

  กลองกันตรึมรูปร่างคล้ายโทนภาคกลาง ทำด้วยไม้ขนุนหรือต้นมะพร้าว ขนาดหน้ากลอง 20 ซม. ยาว 50 - 60 ซม. โดยประมาณ ขึ้นหนังหน้าเดียว ดึงให้ตึงด้วยเชือก ชุดหนึ่งมี 2 ลูก คือ ตัวผู้ (เสียงสูง) กับตัวเมีย (เสียงต่ำ) ตีด้วยมือเปล่า

         เป็นเครื่องดนรีของภาคอีสานทางตอนใต้ และใช้ประกอบจังหวะใน วงกันตรึม และการเล่นพื้นบ้านทุกประเภท    

กลองมลายู

 กลองมลายู มีลักษณะเดียวกับกลองแขก แต่สั้นและอ้วนกว่า หน้าหนึ่งใหญ่ อีกหน้าหนึ่งเล็กขึ้นหนังสองหน้า เร่งให้ตึงด้วยหนังรูดให้แน่น สายโยงเร่งเสียงทำด้วยหนัง หน้าใหญ่อยู่ทางขวาตีด้วยไม้งอ หน้าเล็กตีด้วยฝ่ามือ ใช้บรรเลงคู่เหมือนกลองแขก ลูกเสียงสูงเรียกว่า"ตัวผู้" ลูกเสียงต่ำเรียกว่า"ตัวเมีย" ใช้บรรเลงในวงปี่พาทย์นางหงส์และวงบัวลอย

กลองเส็ง

         กลองเส็ง ใช้ตีประชันแข่งขันกัน ใครดังกว่าชนะ เส็ง แปลว่า แข่งขัน บางทีเรียกกลองกิ่ง หรือ จิ่ง ตามเสียงที่ได้ยิน ชาวผู้ไทยเรียก กลองเส็ง หรือ กลองแต้ กลองขนาดใหญ่ขึงหนังสองหน้า ด้านหนึ่งเล็ก อีกด้านหนึ่งใหญ่ใช้ไม้ตีเฉพาะด้านใหญ่ มักนิยมนำมาแข่งขันกันในตอนกลางคืนช่วงเทศกาลบุญบั้งไฟ

         ไม้ตีนิยมทำจากไม้ที่มีความเหนียวไม่แตกหักง่าย นิยมใช้ไม้มะขาม หรือไม้เค็ง เหลาให้ได้ขนาดประมาณนิ้วก้อยยาก หนึ่งศอก โดยใช้ผ้าพันเป็นด้ามจับ้เพื่อความกระชับมือ ส่วนปลายไม้นิยมใช้ตะกั่วหุ้มเพื่อให้เกิดน้ำหนักในการตี

ระนาดทุ้ม

 ระนาดทุ้ม เป็นเครื่องดนตรีที่สร้างขึ้นมาในสมัยรัชกาลพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว เป็นการสร้างเลียนแบบระนาดเอก ใช้ไม้ชนิดเดียวกันกับระนาดเอก ลูกระนาดทุ้มมีจำนวน 17 ลูก ลูกต้นยาวประมาณ 42 ซม กว้าง 6 ซม และลดหลั่นลงมาจนถึงลูกยอด ที่มีขนาดยาว 34 ซม กว้าง 5 ซม รางระนาดทุ้มนั้นประดิษฐ์ให้มีรูปร่างคล้ายหีบไม้ แต่เว้าตรงกลางให้โค้ง โขนปิดหัวท้ายเพื่อ เป็นที่แขวนผืนระนาดนั้น ถ้าหากวัดจากโขนด้านหนึ่งไปยังโขนอีกด้านหนึ่ง รางระนาดทุ้มจะมีขนาดยาวประมาณ 124 ซม ปาก รางกว้างประมาณ 22 ซม มีเท้าเตี้ย รองไว้ 4 มุมราง
หน้าที่ในวงของระนาดทุ้มนั้น ทำหน้าที่เดินทำนองรอง ในทางของตนเองซึ่งจะมีจังหวะโยน ล้อ ขัด ที่ทำให้เกิดความไพเราะสนุกสนานและเติมเต็มช่องว่างของเสียง อันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของระนาดทุ้ม ส่วนมากในการเดี่ยวเครื่องดนตรีระนาดทุ้ม นิยมเล่นคู่กับฆ้องวงเล็กและฉาบเสียมากกว่า

ระนาดเอก

 ระนาดเอกเป็นเครื่องตีชนิดหนึ่ง ที่วิวัฒนาการมาจากกรับ แต่เดิมคงใช้กรับสองอันตีเป็นจังหวะ ต่อมาก็เกิดความคิดว่า ถ้าเอากรับหลาย ๆ อันวางเรียงราดลงไป แล้วแก้ไขประดิษฐ์ให้มีขนาดลดหลั่นกัน แล้วทำรางรองอุ้มเสียง และใช้เชือกร้อยไม้กรับขนาดต่าง ๆ กันนั้นให้ติดกัน และขึงไว้บนรางใช้ไม้ตีให้เกิดเสียง นำตะกั่วผสมกับขี้ผึ้งมาถ่วงเสียงโดยนำมาติดหัวท้ายของไม้กรับนั้น ให้เกิดเสียงไพเราะยิ่งขึ้น เรียกไม้กรับที่ประดิษฐ์เป็นขนาดต่างๆกันนั้นว่า ลูกระนาด เรียกลูกระนาดที่ผูกติดกันเป็นแผ่นเดียวกันว่า ผืน ระนาดเอกใช้ในงานมงคล เป็นเครื่องดนตรีที่เป็นมงคลในบ้าน บรรเลงในวงปี่พาทย์และวงมโหรี โดยระนาดเอกนี้ทำหน้าที่เป็นผู้นำวงดนตรี
ลักษณะทั่วไป
ส่วนประกอบของระนาดเอก มี 3 ส่วน ได้แก่ ผืน ราง และไม้ตี
ผืน ประกอบด้วยลูกระนาด ซึ่งทำด้วย ไม้ชิงชัน หรือไม้แก่น เช่น ไม้ไผ่บง ไม้มะหาด ไม้พะยูงก็ได้ ผืนระนาดไม้เนื้อแข็ง เสียงจะแกร่ง และดังคมชัดเหมาะสำหรับบรรเลงในวงปี่พาทย์ไม้แข็ง ส่วนผืนระนาดที่ทำจากไม้ไผ่จะให้เสียงที่นุ่มนวล เหมาะสำหรับวงปี่พาทย์ไม้นวมและวงปี่พาทย์ผสมเครื่องสาย ลูกระนาดมีทั้งหมด 21-22 ลูก โดยลูกที่ 22 มีชื่อเรียกว่า ลูกหลีก หรือ ลูกหลิบ ที่ท้องของลูกระนาดจะคว้านและใช้ขี้ผึ้งผสมกับตะกั่วถ่วงเพื่อให้เกิดความแตกต่างระหว่างเสียง โดยเสียงจากผืนระนาดขึ้นอยู่กับส่วนประกอบ 3 ส่วนด้วยกันคือ ส่วนแรก ขึ้นอยู่กับขนาดใหญ่-เล็ก ของไม้ที่ใช้ทำ ส่วนที่สอง ขึ้นอยู่กับการคว้านท้องไม้ลูกระนาดว่ามาก-น้อยเพียงใด ส่วนที่สามขึ้นกับปริมาณมาก-น้อยของตะกั่วที่ถ่วงใต้ลูกระนาดแต่ละลูก ลูกระนาดทั้งหมดจะถูกเจาะรูเพื่อร้อยเชือก และแขวนบนรางระนาด
ราง เป็นส่วนที่เป็นกล่องเสียงของระนาด ทำให้หน้าที่อุ้มเสียง นิยมทำด้วยไม้สักและทาด้วยน้ำมันขัดเงา ปัจจุบันการใช้ระนาดที่ทำด้วยไม้และทาด้วยน้ำมันลดความนิยมลง นักดนตรีนิยมใช้รางระนาดที่แกะสลักลวดลายไทยและลงรักปิดทองเพื่อความสวยงาม บางโอกาส อาจมีการฝังมุก ประกอบงา ซึ่งราคาก็จะสูงตามไปด้วย จากการรณรงค์พิทักษ์สัตว์ป่าที่มีอยู่ทั่วไป รางประกอบงาจึงไม่ได้รับความนิยม รูปร่างระนาดเอกคล้ายเรือบดแต่โค้งเรียวกว่า ตรงกลางของส่วนโค้งมีเท้าที่ใช้สำหรับตั้ง เป็นเท้าเดียวคล้ายพานแว่นฟ้า ปลายทั้งสองข้างของส่วนโค้งเรียกว่า โขน จะมีขอสำหรับห้อยผืนระนาดข้างละ 2 อัน
ไม้ระนาด เป็นส่วนที่เกี่ยวข้องกับการให้เกิดเสียงโดยตรง มี 2 ชนิด คือ ไม้แข็ง และไม้นวม ไม้แข็งพันด้วยผ้าอย่างแน่น และชุมด้วยรักจนเกิดความแข็งเวลาตีจะมีเสียงดัง และคมชัด เหมาะกับวงปี่พาทย์ไม้แข็ง วงปี่พาทย์มอญ และวงปี่พาทย์นางหงส์ ส่วนไม้นวม เป็นไม้ตีระนาดที่พันจากผ้า และใช้ด้ายรัดหลาย ๆ รอบเพื่อความสวยงาม มีเสียงนุ่มนวล บรรเลงในวงปี่พาทย์ไม้นวม วงมโหรี วงปี่พาทย์ผสมเครื่องสาย และวงปี่พาทย์ดึกดำบรรพ์
ขนาดของระนาดเอก ลูกต้นมีขนาด 39 ซม กว้างราว 5 ซม และหนา 1.5 ซม มีขนาดลดหลั่นลงไปจนถึงลูกที่ 21 หรือลูกยอดที่มีขนาด 29 ซม เมื่อนำผืนระนาด มาแขวนบนรางแล้ว หากวัดจากโขนหัวรางข้างหนึ่งไปยังโขนหัวรางอีกข้างหนึ่ง จะมีความยาวประมาณ 120 ซม
การฝึกหัดบรรเลง
ท่านั่ง
ท่านั่งที่นิยมในการบรรเลงระนาดเอกมี 2 ลักษณะ คือ การนั่งขัดสมาธิ และนั่งพับเพียบ โดยท่านั่งแบบขัดสมาธิถือเป็นท่านั่งที่เหมาะสมสำหรับการบรรเลงระนาดเอกมากที่สุด เพราะเป็นท่านั่งที่มีความเป็นธรรมชาติ มีความสะดวก ผ่อนคลาย ก่อให้เกิดประสิทธิภาพในการบรรเลงได้ดีที่สุด
การจับไม้
ให้ก้านของไม้ระนาดอยู่ในร่องของอุ้งมือ นิ้วทุกนิ้วช่วยควบคุมการจับไม้ มือทั้งสองคว่ำลง ข้อศอกทำมุมฉาก ตำแหน่งแขนซ้ายและขวาขนานกัน ตำแหน่งของนิ้วอาจแตกต่างกันบ้าง แบ่งออกเป็น 3 ลักษณะ คือ
การจับแบบปากกา
ตำแหน่งของนิ้วชี้อยู่บนไม้ระนาด การเริ่มฝึกหัดระนาดเอกควรฝึกหัดโดยลักษณะนี้ ซึ่งนอกจากมีความงดงามแล้วยังมีความสะดวกและมีประสิทธิภาพสูงในการสร้างเสียง
การจับแบบปากไก่
ตำแหน่งของนิ้วชี้จะตกไปอยู่ด้านตรงข้ามกับนิ้วหัวแม่มือ ก้านของไม้ระนาดอยู่ในตำแหน่งกึ่งกลางระหว่างปลายนิ้วกับข้อบนของนิ้ว
การจับแบบปากนกแก้ว
ตำแหน่งของก้านไม้ระนาดอยู่ในตำแหน่งเส้นข้อนิ้วของข้อบน
ตำแหน่งของเสียง
เมื่อเปรียบเทียบระนาดเอกกับเครื่องดนตรีไทยชนิดอื่น ระนาดเอกเป็นเครื่องดนตรีที่มีระดับเสียงมากที่สุด โดยมีจำนวน 21-22 ระดับเสียง ความที่มีจำนวนระดับเสียงถึง 22 เสียง ทำให้มีความกว้างของระดับเสียงครอบคลุมถึง 3 ช่วงทบเสียง ส่งผลให้การเดินทำนองของเสียงเป็นไปอย่างไม่ซ้ำซากจำเจอยู่ที่ช่วงระดับเสียงใดเสียงหนึ่ง
หลักการตีระนาด
หลักปฏิบัติทั่วไป
1. ตีตรงกลางลูกระนาด
2. การเคลื่อนของมือ โดยที่มือซ้ายและมือขวาต้องอยู่ในแนวขนานกัน ตำแหน่งของหัวไม้อยู่กึ่งกลางลูกระนาด และเอียงตามทิศทางของผืนระนาด
3. การยกไม้ เสียงของระนาดเอกจะดังมากหรือน้อย ขึ้นอยู่กับพลังในการตี ควรยกไม้ระนาดให้สูงจากผืนระนาดประมาณ 6 นิ้วสำหรับตีฉาก และ 2 นิ้วสำหรับตีสิม
4. น้ำหนักมือ ต้องลงน้ำหนักของมือซ้ายและมือขวาให้เท่ากัน
ลักษณะการตีระนาด
1.ตีฉาก
2.ตีสิม
3.ตีครึ่งข้อครึ่งแขน
4.ตีข้อ
วิธีการตีระนาด
1.การเก็บ
2.ตีกรอ
3.ตีสะบัด
4.ตีรัว
5.ตีกวาด
6.ตีขยี้
นักระนาดเอกที่มีชื่อเสียง
1. พระเสนาะดุริยางค์ (ขุนเณร)
2. ครูช้อย สุนทรวาทิน
3. ครูสิน สินธุสาคร
4. ครูสิน ศิลปบรรเลง
5. พระยาเสนาะดุริยางค์ (แช่ม สุนทรวาทิน)
6. พระยาประสานดุริยศัพท์ (แปลก ประสานศัพท์)
7. หลวงประดิษฐไพเราะ (ศร ศิลปบรรเลง)
8. พระเพลงไพเราะ (โสม สุวาทิต)
9. หลวงชาญเชิงระนาด (เงิน ผลารักษ์)
10. จางวางสวน ชิดท้วม

ปี่จุม

  ปี่จุมเป็นเครื่องดนตรีพื้นบ้านล้านนา ไม่ทราบประวัติความเป็นมาที่ชัดเจน เลาปี่ทำจากลำไม้รวก ปลายด้านหนึ่งบริเวณรูเป่าเจาะทะลุเป็นรูปสี่เหล...