ตัวกลองทำด้วยไม้แก่น เนื้อแน่นแข็งใช้กลึงคว้านข้างในจนเป็นโพรงใช้ กลึงคว้านข้างในจน เป็นโพรงตรงกลางป่องออกนิดหน่อย ขึ้นหน้าทั้ง 2 ข้าง ด้วยหนังวัวหรือหนังควายตรึงด้วยหมุด ซึ่งเรียกว่า "แส้" ทำด้วยไม้ หรืองา หรือกระดูกสัตว์ หรือโลหะ ตรงกลางหุ่นกลองด้านหนึ่งมีห่วงสำหรับแขวน เรียก กันว่า "หูระวิง" เวลาใช้บรรเลงตีเพียงหน้าเดียว หน้าหนึ่งติดข้าวสุกผสมกับขี้เถ้าปิดตรงใจกลาง แล้ววาง กลองทางด้านนั้นคว่ำตะแคงขอบไว้บนหมอนหนุน มีขาหยั่งสอดค้ำตรงหูระวิง ใช้ตีด้วยท่อนไม้ 2 อัน กลองทัด นิยมใช้ 2 ลูก ลูกหนึ่งเสียงสูงเรียกว่า "ตัวผู้" ตีเสียงดัง "ตูม" อีกลูกหนึ่งเสียงต่ำเรียกว่า "ตัวเมีย" ตีเสียงดัง "ต้อม" กลองทัด เป็นเครื่องดนตรีที่ใช้ประกอบจังหวะที่ขึงด้วยหนังสองหน้า มีรูปทรงกระบอก กลางป่อง ออกเล็กน้อย ตรึงด้วยหมุดที่เรียกว่า "แส้" ซึ่งทำด้วยไม้ งาช้าง กระดูกสัตว์ หรือโลหะ หน้ากลอง ด้านหนึ่ง ติดข้าวตะโพน แล้วตีอีกด้านหนึ่ง ใช้ไม้ตีสองอัน สำรับหนึ่งมีสองลูก ลูกเสียงสูงเรียกว่า "ตัวผู้" ลูกเสียงต่ำ เรียกว่า "ตัวเมีย" ตัวผู้อยู่ทางขวา และตัวเมียอยู่ทางซ้ายของผู้ตี กลองทัดน่าจะเป็นกลองของไทย มาแต่ โบราณ ใช้บรรเลงรวมอยู่ในวงปีพาทย์มาจนถึงปัจจุบัน
1. ในกรณีกลองประเภทที่ต้องใช้ข้าวติดหน้ากลองให้ทำความสะอาดโดยการใช้ผ้าเปียกน้ำพอหมาดๆเช็ด หน้ากลองให้สะอาด
2. นำกลองที่ทำความสะอาดแล้วใช้ผ้าคุมหรือนำผ้าไปตัดเป็นถุงใส่ เพื่อกันความชื้น
3. ตรวจสอบคุณภาพความตึงของเสียงกลองให้ได้มาตรฐานอยู่เสมอ
ขนาดของกลองทัดจะใหญหร ือเล็กขึ้นอยกู ับหนทุ ี่ผูสราง
ตองการ โดยเฉพาะลกใหญ ู เส ียงกจะด ็ ังมากกวาลกเล ู ็ก สวนประกอบดังนี้
• หุนกลอง ทําดวยไมทอนขนาดใหญ ทรงกลม กลงให ึ ไดรูป และสัดสวนที่
ตองการ แลวขุดแตงใหเปนโพรงภายใน ตรงกลางหนแต ุ งใหเปนกระพุงเล็กนอย และ
ตรงกลางของ กระพุงจะติด " หูระวิน " ซงทึ่ าดํ วยโลหะเปนรูปหวงกลม สําหรับคลองกับ
ขาหยงั่ ใหหนา กลองทั้งสองเอียง เพื่อตีไดสะดวก
• ขาหยงกลอง ั่ ทําดวยไม ไผหลวก 2 อัน เหลาใหกลมยาวเล็ก ตอนบนเจาะรูรอยเชือก
ติดกัน ตอนลางตอกตะปูใหแหลมออกมาเล็กนอย เพื่อตอกยึดติดกับพนื้ เวลาตั้งตีจะ
ไมลื่น มีขาหยงบางอ ั่ ันไดสร างขึ้นอยางปราณ ีตสวยงามคือ ทําดวยไมสัก ตอนลางเป น
ฐานรองรับ ขอบและตัวกลอง โดยเวาเปนร ูปพระจันทรครึ่งซกี บากปลายใหรับกับ
ขอบกลอง ดานหลงกล ั ึงเปนเสาส ี่เหลี่ยมตั่ง ตรงปลายกลึงเปนล ักษณะลูกแกว มีขอกลม
ตอกยึด เพื่อผูกเชือกยึดกบหั ูระวนิ ใหหนากลองเอียงไดระดับที่ตองการ
• หมอนกลอง ทาดํ วยทอนไมเล็กๆ ยึดติดกัน หรือทาดํ วยผาพันเปนวงกลม 2 อันเพื่อ
รองรับขอบกลองใหอยูในตําแหนงท ี่ตีไดสะดวกไมเลื่อนหรือคลอนงาย
• หนงหน ั ากลอง ทําดวยหน งวั ัว หรือหนงควาย ั รีดบางเปนแผ นผนกลม ื เล็กใหญตามขนาด
ของหนากลอง ตรึงดวยหมุด เรียกวา " แส " ซึ่งทาดํ วยไม กระดูก หรืองา หวกลม ั
ปลายแหลม โดยรอบหนงหน ั ากลอง บางลูกม " ี แหน " ซึ่งทาดํ วยหวายถักพันรอบขอบ
กลอง ที่กลางหนาหน งจะทาร ั ักเปนวงกลม เพื่อเปนจ ดลงไม ุ กลอง ดานลางส าหร ํ ับติด
ขาวสุกผสมขี้เถา ใหไดเสียงกลองที่ไพเราะ และที่ขอบกลองทงลั้ างและบนจะทารกั
โดยรอบ เพื่อรักษาหนงั
• ไมตีกลอง ทาดํ วยไมไผลวก หรือไมชิงชนั 2 อัน เหลาใหกลมเลกยาวขนาดพอเหมาะม ็ ือ
มนปลายใหกลมเล ็กนอย บางอนพั นผั าที่หวไม ั เพื่อใหเส ียงนุมนวล และรักษาหนากลอง
• ขาวสุกติดหนากลอง ทําดวยข าวสุกบดผสมขี้เถาฝน ขี้เถาที่ดทีี่สดคุ ือ ขี้เถาที่เผามาจาก
ตะโหงกมะพราว เพราะขี้เถาชน ิดน ี้ มีอายุใชงานยาวนานไดนานกวาข ี้เถาชนิดอนๆื่
กลองทัดบางคูไดประดิษฐขึ้นอยางปราณีตสวยงาม โดยเฉพาะวงปพาทยท ี่
ประกอบงา ประดับมุข กลองทัดก็จะประกอบงาและประดับมุขไปดวย แมแตหมอนกย็ัง
ประกอบงาและฝงมุขตามไปดวย
หลักการตกลองท ี ัด
ผูตีนั่งขัดสมาธิลําตัวตรงไมกมหรือเงยหนาเกนไป ิ นั่งระหวางก ึ่งกลางกลองทัดทั้งสอง
ลูก ผูตีหันหนาเขาหากลอง โดยกลองลกทู ี่มีเสยงส ี งอย ู ูทางขวา และลูกทมี่ ีเสียงต่ําอยูทางมือซาย
ของผูตี
--จับไมตีดวยมือทั้งสองขาง โดยใชนวทิ้ งหั้ า กําบริเวณปลายดามไม ในลักษณะที่หวแม ั
มือเหยยดตรงอย ี ูที่ดานบนของดามท้งนั ี้ใหปลายด ามโผลเล็กนอย และจับไมไมแนนเกินไป มี
ลักษณะการตีดังนี้
--ตองตีใหปลายหวไม ั ลงบนหนงหน ั ากลอง ใกลจุดกึ่งกลางที่ทารัก หรือกลางจุดกงกลาง ึ่
ทั้งนี้ขึ้นอยกู ับหนากลองแต ละลูก
--ตองตีดวยการใชน้ําหนักมอทื ี่เหมาะสมกบหน ั า กลองแตละลกู
--ตีกลองดวยมือขางละลกู ปรกติใชมอซื ายตีตัว เมยเส ี ียงตา่ํ และมือขวาตีกลองตัวผู
เสียงสงู
--เวลาตียกดามไม ใหมออย ื ทู ี่ประมาณระดับหู
--ตีสลับมือที่กลองลูกเดียวหรือทั้งสองลกทู เรี่ ียกวา "เลนไม"
--ตีไดเสียงดังเสมอกันทั้งสองลูกโดยการประคบมือหรือที่เรียกวา"สงมอื"
--ตีพรอมกันทงสองล ั้ ูกดวยน าหน ้ํ ักและเสยงด ี ังประมาณกัน
จากหลักการดังกลาวกอใหเกิดวิธีตีกลองทัดที่เปนพ นฐาน๒อย ื้ างคือ
1.การตีเสียงตางๆ
2. การดําเนนจิ ังหวะ
การตีเสียงตางไดแก
-- เสียงตูม คือตีดวยมือขวาลงบนหนาหน ัง กลองตัวผู (สูง)ดวยกําลังทพอเหมาะก ี่ ับ
หนากลองหร อขนาดของกลอง ื เมื่อตีลงแตละครั้งจะยกมือขึ้นทนทั เพี อให ื่ เสียงกังวาน (การตีสงมอื)
หมายเหตการต ุ ีเสียงตูมเพียงเสียงเดียวตองใชมือขวา
-- เสียงตอม คือตีดวยมือซายลงบนหนาหน ังกลองตัวเมีย (ต่ํา) ดวยกําลงทั พอเหมาะ ี่
กับหนาหนงหร ั ือขนาดของกลองตีลงแตละครั้งแลวยกขึ้นทันทีเพื่อใหเสยงก ี งวาน ั
*หมายเหตุการตีเสียงตอมเพียงเสียงเดียวตองใชม ือซาย
-- เสียงครึ่ม คือการตีพรอมกันทั้ง 2 ลูกดวย 2 มือขางละลกู ในลกษณะการต ั ีเสียงตูม
และเสียงตอม โดยใหเสียงทั้ง 2 ลูกดังประมาณกนั
-- เสียงดูด คือการตีสองมือลงทลี่ ูกเดียวกัน แตมือซายหามเส ียงโดยกดไมตีลงกับหนา
กลองสวนมือขวาตีแบบเปดมือ
การดําเนินจงหวะ ั
ตามปรกติกลองทัดจะตีควบคูไปกับตะโพนไทย โดยที่ตะโพนมีตีตาม "หนาทับ"ที่กําหนด
สวนกลองทัดจะตีตาม"ไมกลอง"ที่กําหนดไดแก
--ไมเดิน คือการตีกลองทดทั ี่มีจังหวะ ระยะหางเท าก ันทุกไม จะชาหรือเร็วขนอย ึ้ ูกับ
ทํานองเพลง
--ไมลา คือการตีกลองทัดที่มีพยางคถ่ีหรือ กระชนกว ั้ าไมเดิน ไมสม่ําเสมอ อาจลงตรง
จังหวะหรือลักจังหวะก็ไดท ั้งนี้ขึ้นอยกู ับหนาท ับของตะโพนที่ใชกับบทเพลงนั้นๆ
--ไมรัวคือการตีสลับมือดวยพยางคถี่และเร็ว ซึ่งจะตีในลกเด ู ียว
--เลนไมคือการตีสลับมือที่ยกเยั ื้องออกไปจากหนาท ับทกี่ ําลังตีอยู
--ไมกลองตามหนาท ับคือการตีกลองทัดตามหนาทับตางๆตามท ี่บัญญัติไว
หนาท ับที่ใชตกีับกลองทัด สวนมากจะเปนหน าทับ พิเศษ โดยเฉพาะที่ตีกากํ ับในเพลงชุด
โหมโรงเชาและโหมโรงเยนซ็ งมึ่ ีตะโพนตทีาน าและสอดสล ํ ับกับไมกลองโดยตลอด
ผูตีนั่งทาขัดสมาธิ ลําตัวตรง อยูกงกลางกลองท ึ่ งสอง ั้ จับไมขางละอัน โดยกําใหหลวม
ปลายโผลเลกน็ อย โดยปกติใชมือซายตีเสียงต่ําและมอขวาต ื ีเสียงสงู ใชกําลังสวนท อนแขนและ
ขอมือ ตีลงระหวางจ ุดที่ทารกั เพื่อใหไดเสียงที่ไพเราะ ตองใชการตีที่ประคบมือ คือการใชกําลงั
กลามเนื้อ และน้ําหนักที่พอดีกับหนากลองด ังทเรี่ ียกวา " ตีสงมือ " และจากหลกการต ั ีกลองทดั
ดังกลาวกอใหเก ิดวิธีตีกลองทัดอีก3แบบดังนี้
1. ตีดวยมือขางละล กู คือการใชมือซายตีลงที่ตวเม ั ียเปนเสียง " ตอม " และใชมอขวาต ื ี
ตัวผูเปนเสยงี "ตูม"
2. ตีสลับมือลงทกลองล ี่ ูกเดียว หรือสองลกู คือ การสลบมั ือขวาไปตีเสียงต่ํา หรือสลับมือ
ซายมาตีเสียงสูง ในลกษณะท ั ี่เรียกวา " เลนไมหรือรัว "
3. ตีพรอมกันทั้งสองลูก คือการใชมือซายและมือขวาตีลงที่กลองทงสองล ั้ ูกพรอมกัน ให
มีน้ําหนักประมาณกนั โดยมากจะใชตีในเพลงกราวราํ และเพลงนางหงส